โครงการศึกษา

โครงการศึกษาจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ดี และตัวชี้วัดความหลากหลายทางชีวภาพในภาคการเกษตร (2564)

  • ที่มาความสำคัญ
    ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการเกษตร ส่งผลถึงความมั่นคงทางอาหาร ลดปัญหาความยากจน และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนบริการจากระบบนิเวศที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มประชากร พฤติกรรมการบริโภค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขยายพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะการเกษตรที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตโดยส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวล้วนส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพและการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศจากการเกษตรเป็นประเด็นหนึ่งที่ประชาคมโลกและภูมิภาคอาเซียนกังวล เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนมีผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีแนวทางการทำเกษตรที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพบ้างแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพที่ส่งผลต่อการทำการเกษตรยั่งยืน โดยเฉพาะในการทำนาข้าว ทำให้การทำเกษตรส่วนใหญ่ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้นในปี ๒๕๖๔ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และคณะทำงานอาเซียนด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ จึงดำเนินการศึกษาจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ดีและตัวชี้วัดความหลากหลายทางชีวภาพในภาคการเกษตร ซึ่งมุ่งเน้นการดำเนินงานในพื้นที่นาข้าว ซึ่งเป็นผลผลิตหลักทางการเกษตรของไทยและภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้เกษตรกรและผู้บริโภคตระหนักถึงคุณค่า ร่วมกันอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลิตผลการเกษตร เพิ่มความปลอดภัยทางด้านอาหาร และส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค นำไปสู่ผลลัพธ์การดำเนินงานที่ตอบสนองเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งเสริมการดำเนินงานตามมติสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ ๑๓ การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพในภาคการเกษตร รวมถึงการดำเนินงานตามร่างยุทธศาสตร์อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ค.ศ. ๒๐๑๖-๒๐๒๕ (ASEAN Strategic Plan on Environment 2016-2025: ASPEN 2016-2025)
    ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกอาเซียนในการประชุมกรรมการบริหารศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ ๒๑ ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้เป็นประเทศผู้นำ (lead country) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในภาคการเกษตร ภายใต้แผนปฏิบัติการคณะทำงานอาเซียนด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของร่างยุทธศาสตร์อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเร่งรัดการดำเนินโครงการศึกษาดังกล่าว เพื่อใช้เป็นแบบอย่างการดำเนินงานให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน และเป็นตัวแทนการดำเนินงานของภูมิภาคอาเซียนในการรักษาสมดุลของการทำเกษตรกรรมไปพร้อมกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือเป็นการแสดงบทบาทของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำในประเด็นดังกล่าว
  • วัตถุประสงค์
    ๑) เพื่อส่งเสริมการบูรณาการดำเนินงานระหว่างการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและเกษตรกรรม
    ๒) เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการทำการเกษตรโดยเฉพาะการทำนาข้าวที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการผลิตและการส่งเสริมสุขภาพทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค
    ๓)  เพื่อให้เกษตรกร ผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามและตรวจสอบการทำเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่นาข้าวที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ
    ๔)  เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรและผู้บริโภคที่ตระหนักถึงคุณค่าและร่วมกันอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศเกษตร
    ๕)  เพื่อเผยแพร่แนวทางปฏิบัติที่ดีและตัวชี้วัดความหลากหลายทางชีวภาพในการทำเกษตรอย่างยั่งยืนให้เป็นตัวอย่างในระดับภูมิภาคอาเซียน
  • ผลผลิตของโครงการ
    ๑)  แนวทางปฏิบัติที่ดีในการทำนาข้าวที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ
    ๒)  ตัวชี้วัดความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศนาข้าว
  • ความร่วมมือ
    มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
  • พื้นที่ศึกษา
    – กรณีการผลิตข้าวอินทรีย์ ตำบลเจดีย์ อำเภออู่ทอง และตำบลมดแดง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี และตำบลสะแกโพรง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
    – กรณีการผลิตข้าวระบบวนเกษตร ตำบลโนนแดง อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
    – กรณีการผลิตข้าวแบบประณีต ตำบลท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี
    – กรณีการผลิตข้าวตามมาตรฐานการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ตำบลไผ่ดำพัฒนา อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง และตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
    – การผลิตข้าวตามแนวทางปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าว ตำบลม่วงเตี้ย อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง และตำบลนางลือ อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท
  • ระยะเวลาดำเนินโครงการ
    ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔

    ดาวน์โหลดเอกสารฉบับภาษาไทย
    ดาวน์โหลดเอกสารฉบับภาษาอังกฤษ

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย: การจัดทำแนวทางการปฏิบัติที่ดีในการฟื้นฟูและบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในเมือง (ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) (2564)

  • ที่มาความสำคัญ
    เป็นการดำเนินงานตามเป้าหมายและตัวชี้วัดตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ซึ่งมีเป้าหมายให้แม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศมีระบบนิเวศและทัศนียภาพที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น และมีตัวชี้วัดสัดส่วนพื้นที่ชุ่มน้ำและแหล่งน้ำที่ได้รับการฟื้นฟู (ร้อยละของพื้นที่เป้าหมาย) โดยภายในปี ๒๕๖๕ ให้ดำเนินการในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ ความสำเร็จร้อยละ ๙๐ และตอบสนองต่อผลการประชุมสมัชชาภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคี ซึ่งที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำในเมือง เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำและแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ หากสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำได้รับความเสียหายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
  • วัตถุประสงค์
    (๑) เพื่อการจัดทำแนวทางการปฏิบัติที่ดีในการฟื้นฟูและบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในเมือง (ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
    (๒) เพื่อจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ
  • ผลผลิตของโครงการ
    ๑) แนวทางการปฏิบัติที่ดีในการฟื้นฟูและบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในเมืองของภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    ๒) หลักสูตรท้องถิ่นการเรียนรู้เรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำของภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    ๓) รายงานการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การบริหารจัดการพื้นที่แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
  • ความร่วมมือ
  • พื้นที่ศึกษา
    พื้นที่ตัวแทนพื้นที่ชุ่มน้ำภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน ๒ แห่ง คือ
    ๑) บึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก
    ๒) อ่างเก็บน้ำหนองบัว จังหวัดมหาสารคาม
  • ระยะเวลาดำเนินโครงการ
    ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
  • E-Mail/เว็บไซต์โครงการ

โครงการศึกษาและประเมินสถานภาพความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย (2563)

  • ที่มาความสำคัญ
    ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่ก็ถูกทำลายไปมาก แรงขับเคลื่อนที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว คือการมุ่งพัฒนาประเทศโดยใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพ ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของประชากร การขยายตัวของเมือง ทำให้เกิดปัญหาและผลกระทบหลายประการจากการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การลักลอบตัดไม้ รวมถึง ภัยคุกคามที่ยังคงมีอยู่และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งภาวะมลพิษ การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น และในฐานะหน่วยประสานงานกลางระดับชาติ ของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ จึงได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบสถานภาพความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินการศึกษาและประเมินสถานภาพความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ครอบคลุมทุกประเด็นในภาพรวมของประเทศ ดังนั้น ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ สำนักงานนโยบายฯ จึงได้ดำเนินการศึกษาและประเมินสถานภาพความหลากหลายทางชีวภาพที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญในภาพรวมของประเทศ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเป็นลำดับแรกในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งนี้ จากการศึกษาจะทำให้มีข้อมูลสถานภาพปัจจุบันของความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์ และพันธุกรรม รวมถึง ชนิดพันธุ์ที่มีศักยภาพและประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และครอบคลุมประเด็นสถานการณ์และภัยคุกคามที่เป็นสาเหตุการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยผลการศึกษาจะได้ข้อมูลสถานภาพความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศที่เป็นปัจจุบัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นข้อมูลในการจัดทำเครื่องมือทางนโยบายทางการบริหาร รวมถึง จัดทำ ปรับปรุงแผน มาตรการ กลไกในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์การดำเนินงานที่ตอบสนองการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ
  • วัตถุประสงค์
    ๑) เพื่อศึกษาและประเมินสถานภาพความหลากหลายทางชีวภาพในภาพรวมของประเทศ และ ประเด็นสถานการณ์ ภัยคุกคามด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำนโยบายและแผน รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบในการปรับปรุงกลไก มาตรการอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟู และติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต และระบบนิเวศ บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
    ๒) เพื่อคาดการณ์สถานการณ์และแนวโน้มด้านการเปลี่ยนแปลงความหลากหลายทางชีวภาพในอนาคต ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถนำไปใช้ในการจัดทำแผนบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ
  • ผลผลิตของโครงการ
    ๑) ได้ข้อมูลสถานภาพและสถานการณ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพในภาพรวมของประเทศไทย
    ๒) ได้ข้อเสนอแนะแนวทางในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาจัดทำแผนบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ
  • ความร่วมมือ
    มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย(TEI)
  • พื้นที่ศึกษา
    ทั่วประเทศไทย
  • ระยะเวลาดำเนินโครงการ
    ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓
  • E-Mail/เว็บไซต์โครงการ

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย: การจัดทำแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (แรมซาร์ไซต์) ของประเทศไทย (2563)

  • ที่มาความสำคัญ
    เป็นการดำเนินงานตามเป้าหมายและตัวชี้วัดตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยมีเป้าหมายให้แม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศมีระบบนิเวศและทัศนียภาพที่ดี มีคุณภาพได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น และมีตัวชี้วัดสัดส่วนพื้นที่ชุ่มน้ำและแหล่งน้ำที่ได้รับการฟื้นฟู (ร้อยละของพื้นที่เป้าหมาย) โดยภายในปี ๒๕๖๕ ให้ดำเนินการในพื้นที่ชุ่มน้ำ Ramsar site ความสำเร็จร้อยละ ๙๐ ซึ่งการดำเนินงานตอบสนองตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ การจัดทำแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (แรมซาร์ไซต์) ของประเทศไทย เพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ ให้สามารถรักษาสมดุลและให้บริการทางระบบนิเวศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อเป้าหมายและตัวชี้วัดตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
  • วัตถุประสงค์
    (๑) เพื่อจัดทำแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ
    (๒) เพื่อจัดทำรายงานแห่งชาติ ตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ
    (๓) เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อการทบทวนทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำ ขอบเขต มาตรการและกลไกในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำจากการศึกษาที่ผ่านมา
  • ผลผลิตของโครงการ
    (๑) แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (แรมซาร์ไซต์) ของประเทศไทย
    (๒) รายงานแห่งชาติอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ (ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
    (๓) (ร่าง) ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำ ขอบเขต มาตรการและกลไกในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ
  • ความร่วมมือ
  • พื้นที่ศึกษา
    พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (แรมซาร์ไซต์) ของประเทศไทย ๑๕ แห่ง ได้แก่ (๑) พื้นที่ชุ่มน้ำพรุควนขี้เสียนในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย (๒) พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง (๓) พื้นที่ชุ่มน้ำดอนหอยหลอด (๔) พื้นที่ชุ่มน้ำปากน้ำกระบี่ (๕) พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย (๖) พื้นที่ชุ่มน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี (พรุโต๊ะแดง) (๗) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ (๘) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม-เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง-ปากแม่น้ำตรัง (๙) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง (๑๐) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา (๑๑) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด (๑๒) พื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิง (๑๓) พื้นที่ชุ่มน้ำเกาะระ-เกาะพระทอง (๑๔) พื้นที่ชุ่มน้ำเกาะกระ (๑๕) พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่าง
  • ระยะเวลาดำเนินโครงการ
    ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓
  • E-Mail/เว็บไซต์โครงการ

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย (2562)

  • ที่มาความสำคัญ
    การบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำให้มีประสิทธิภาพต้องอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการดำเนินงาน ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ ให้สาธารณะชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ และเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการให้ความเห็นหรือการตัดสินใจต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตน
  • วัตถุประสงค์
    (๑) เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของประเทศ แก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
    (๒) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ และขยายเครือข่ายพื้นที่ชุ่มน้ำในการติดตามสถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของประเทศ
    (๓) เพื่อพัฒนารูปแบบ เครื่องมือ กลไก หรือกระบวนการในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของประเทศโดยการมีส่วนร่วม
    (๔) เพื่อพัฒนาเครื่องมี กลไก ด้านการติดตามสถานการณ์ การเผยแพร่ความรู้ และข้อมูลข่าวสารด้านพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของประเทศ ที่มีความมันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
  • ผลผลิตของโครงการ
    (๑) แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำแบบมีส่วนร่วมของประเทศไทย
    (๒) เว็บไซต์ http://wetlands.onep.go.th/ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารพื้นที่ชุ่มน้ำ และการติดตามสถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำ
    (๓) เอกสารเผยแพร่ เรื่อง รู้ไว้ใช่ว่า…พื้นที่ชุ่มน้ำ
  • ความร่วมมือ
  • พื้นที่ศึกษา
    พื้นที่นำร่อง ๒ กลุ่ม คือ
    กลุ่มที่ ๑ ได้แก่ (๑) พื้นที่ชุ่มน้ำแอ่งเชียงแสน จังหวัดเชียงราย (๒) พื้นที่ชุ่มน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์
    กลุ่มที่ ๒ ได้แก่ (๑) พื้นที่ชุ่มน้ำบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา (๒) พื้นที่ชุ่มน้ำหนองจำรุง จังหวัดระยอง (๓) พื้นที่ชุ่มน้ำดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม (๔) พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี
  • ระยะเวลาดำเนินโครงการ
    ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒
  • E-Mail/เว็บไซต์โครงการ
    http://wetlands.onep.go.th

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย (2561)

  • ที่มาความสำคัญ
    การบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถดำเนินงานได้จริง ต้องมีการศึกษา ทบทวนทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ และระดับนานาชาติของประเทศไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ และวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ รวมทั้งมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ และวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เหมาะสมกับนโยบาย แผนงาน สถานการณ์ และทิศทางของประเทศไทย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะมีความสำคัญในการบังคับใช้กฎ ระเบียบของแต่ละหน่วยงานให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันของประเทศไทย
  • วัตถุประสงค์
    (๑) เพื่อศึกษา ทบทวน และจัดทำเกณฑ์การจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันโดยกระบวนการมีส่วนร่วม
    (๒) เพื่อจัดทำทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
    (๓) เพื่อพัฒนากลไกในการบริหารจัดการ และการติดตามผลการดำเนินงานตามกลไกการบริหารจัดการที่ได้พัฒนาขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของประเทศไทย ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยกระบวนการมีส่วนร่วม
    (๔) เผยแพร่กระบวนการเรียนรู้ และความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำแก่ประชาชนทั่วไป
  • ผลผลิตของโครงการ
    (๑) (ร่าง) หลักเกณฑ์การจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย
    (๒) (ร่าง) ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของประเทศไทย
    (๓) แผนที่ขอบเขตพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของประเทศไทย
    (๔) (ร่าง) มาตรการและกลไกในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำและการติดตามตรวจสอบ
    (๕) เอกสารเผยแพร่ เรื่อง รายงานสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของประเทศไทย
  • ความร่วมมือ
  • พื้นที่ศึกษา
    พื้นที่นำร่อง จำนวน ๖ แห่ง ได้แก่
    (๑) พื้นที่ชุ่มน้ำแอ่งเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
    (๒) พื้นที่ชุ่มน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์
    (๓) พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
    (๔) พื้นที่ชุ่มน้ำหนองจำรุง จังหวัดระยอง
    (๕) พื้นที่ชุ่มน้ำดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม
    (๖) พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี
  • ระยะเวลาดำเนินโครงการ
    ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑
  • E-Mail/เว็บไซต์โครงการ