กลุ่มป่าที่สำคัญในประเทศไทย

ข้อมูลทั่วไป

       ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 513,115 ตารางกิโลเมตร (320.6 ล้านไร่) มีเทือกเขาที่สำคัญ 15 ทิวเขา และมีลุ่มน้ำที่สำคัญ 25 ลุ่มน้ำ กรมป่าไม่รายงานว่า ในปี พ.ศ 2538 มีพื้นที่ของป่าลดลงเหลือประมาณ 29.97% ของพื้นที่ประเทศ ลุ่มน้ำปิง มีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่มากที่สุด (22,362.74 ตารางกิโลเมตร) ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยาเหลือพื้นที่ป่าไม้น้อยที่สุด (313.31 ตารางกิโลเมตร) จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ป่าเหลืออยู่มากที่สุดประมาณ 16,640 ตารางกิโลเมตร จังหวัดพิจิตรเหลือพื้นที่ป่าไม้น้อยที่สุด ประมาณ 1.6 ตารางกิโลเมตร จังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ป่าประกอบด้วย นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และ นครปฐม สำหรับกรุงเทพฯ และสมุทรปราการมีพื้นที่ป่าชายเลนเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ป่าไม้ที่เหลืออยู่ ส่วนใหญ่รัฐบาลโดยกรมป่าไม้ได้อนุรักษ์ไว้ในรูปแบบของพื้นที่อนุรักษ์หรือพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ปี พ.ศ 2542 มีพื้นที่ป่าเหลืออยู่เพียง 25.28% ของพื้นที่ประเทศ โดยมีอุทยานแห่งชาติทางบก 75 แห่ง และทางทะเลจำนวน 21 แห่ง พื้นที่รวมประมาณ 5, 810.65 ตารางกิโลเมตร อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีพื้นที่ป่ามากที่สุด (2,914.7ตารางกิโลเมตร) อุทยานแห่งชาติเขาสามหลั่นมีพื้นที่ป่าน้อยที่สุด (44.57 ตารางกิโลเมตร) และอุทยานแห่งชาติตะรุเตามีพื้นที่ประมาณ1, 490 ตารางกิโลเมตร สำหรับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีจำนวน 48 แห่ง มีพื้นที่รวมประมาณ33, 433.51 ตารางกิโลเมตร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรมีพื้นที่ป่ามากที่สุด (3,647.20 ตารงกิโลเมตร) และเขตรักษาพันธุ์สัคว์ป่าคลองพระยามีพื้นที่น้อยที่สุด(153.58 ตารางกิโลเมตร) เขตห้ามล่าสัตว์ป่ามีจำนวน 54 แห่ง พื้นที่รวมประมาณ 4,294.20 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เตรียมการประกาศให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์อีกหลายแหล่ง

หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการจัดแบ่งกลุ่มป่าหรือผืนป่าอนุรักษ์ที่สำคัญ

       จากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียวและตำแหน่งการกระจายของพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่คุ้มครองในปัจจุบัน ประกอบกับภูมิประเทศที่หลากหลาย จึงมีหลักเกณฑ์การแบ่งกลุ่มป่าทั่วประเทศดังนี้

ด้านกายภาพ

  • เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกันหรือกระจายห่างกันไม่มาก
  • เป็นพื้นที่อยู่ในแนวเขาภูเขาหรือเทือกเขาที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกัน
  • เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำหลายลุ่มน้ำต่อเนื่องหรือติดต่อกัน
  • มีส่วนที่เป็นทะเลและมหาสมุทรต่อเนื่องกัน
  • มีพื้นที่ต่อเนื่องกับป่าหรือเขตอนุรักษ์ของประเทศเพื่อนบ้าน(Transboundart Protected Areas)

ด้านชีวภาพ

  • เป็นแหล่งพันธุ์กรรมของสัตว์ป่าขนาดใหญ่หลายชนิด
  • ประกอบไปด้วยระบบนิเวศป่าหลายประเภท
  • เป็นแหล่งพันธุ์กรรมของพืชและสัตว์ป่าเฉพาะถิ่นหายากและใกล้จะสูญพันธุ์
  • อยู่ในบริเวณพื้นที่ซ้อนทับหรือเขตเชื่อมต่อระหว่างเขตชีวภูมิศาสตร์และสัตว์ภูมิศาสตร์หลายเขต

การจัดการกลุ่มป่าอนุรักษ์หรือผืนป่าอนุรักษ์เชิงระบบนิเวศ

       ในปัจจุบันพบว่าพื้นที่ป่าอนุรักษ์เหลืออยู่เป็นหย่อมเล็กๆกระจัดกระจายทั่วประเทศ การอนุรักษ์พื้นที่ขนาดเล็กเป็นสิ่งไม่ดีเพราะสิ่งมีชีวิตจะมีจำนวนชนิด และปริมาณไม่มากนักจึงทำให้เกิดการผสมพันธุ์กันในหมู่เครือญาติ(Inbreeding) ของพืชและสัตว์ในท้องที่ ผลคือทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านนั้นอ่อนแอลงและอาจสูญพันธุ์ได้ในอนาคต อีกทั้งการที่มีผืนป่าขนาดใหญ่ซึ่งมีระบบนิเวศที่หลากหลายต่อเนื่อง ถ้าพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งใกล้เคียงกันถูกรบกวนหรือถูกทำลายจะทำให้มีผลกระทบต่อเนื่องถึงระบบนิเวศข้างเคียงอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นความพยายามในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการป้องกันพื้นที่อนุรักษ์ที่เหลืออยู่นั้น ทำให้เกิดการจัดการพื้นที่อนุรักษ์เชิงระบบนิเวศ (Ecosystem Management) หรืออนุรักษ์ผืนป่าขนาดใหญ่และผืนป่าใหญ่น้อยที่อยู่ห่างกันไม่มาก สำหรับผืนป่าที่เคยกว้างขวางในอดีต แต่ปัจจุบันถูกแบ่งแยกและอยู่ห่างกันไม่มาก ก็จำเป็นที่จะต้องหาวิธีการสร้างแนวเชื่อมต่อเพื่อให้สัตว์ป่าและพืชพันธุ์เคลื่อนย้ายและกระจายไปมาระหว่างกันได้ เมื่อพื้นที่ดังกล่าวมีความหลากหลายทางชีวภาพสมบูรณ์มั่งคง ธรรมชาติจะเกิดความสมดุล อันจะส่งผลที่ดีต่อการดำรงค์ชีวิตของประชาชนรอบผืนป่าและเป็นประโยชน์อย่างยั้งยืนต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไป

หลักการจัดการเชิงระบบนิเวศ

มีหลักการพื้นฐาน 4ประการ คือ

  1. ขบวนการทางนิเวศที่สำคัญและองค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพต้องถูกเก็บรักษาไว้
  2. ปัจจัยคุกคามจากภายนอกต้องถุกลดลงและผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ได้รับต้องเพิ่มขึ้น
  3. ขบวนการวิวัฒนาการต้องถูกอนุรักษ์ไว้
  4. การจัดการต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามสถานการ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (Adaptive Management)

ทั้งนี้การจัดการพื้นที่เชิงระบบนิเวศดังกล่าวต้องคำนึงถึงมิติทางนิเวศวิทยา เศรษฐสังคม และมนุษยวิทยา ซึ่งทั้ง 3มิติมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ด้วย

การดำเนินงานของกรมป่าไม้ในและการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆ มีดังนี้

  • การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าอนุรักษ์ และการประกาศเขตอนุรักษ์เพิ่มเติมในเขตที่เป็นช่องว่าง (Corridor)
  • ดำเนินการประสานงานด้านอนุรักษ์กับประเทศเพือนบ้านใกล้เคียง เช่น โครงการสำรวจพื้นที่ระหว่างไทยกับมาเลเซีย
  • มีการศึกษาวิจัยด้านสัตว์ป่า ป่าไม้ สภาพเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มคนโดยรอบและในเขตพื้นที่ป่าเหล่านั้น
  • มีโครงการอนุรักษ์แหล่งพันธุ์กรรมพืชในกลุ่มป่าต่างๆโดยสำนักวิชาการป่าไม้ และสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
  • จัดตั้งโครงการและหน่วยงานเฉพาะในการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อดำเนินการวางแผนและมีการประสานงานในด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้
  • จัดตั้งศูนย์และสถานีไฟป่าทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่าทำลายป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่มีความเปราะบาง
  • ประสานงานการจัดการป่าชุมชนร่วมกับองค์กรชาวบ้านในท้องถิ่น
กลไกการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความหลากหลายทางชีวภาพ