การศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจ-สังคม และทัศนคติ

                การสำรวจสถานภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำด้านเศรษฐกิจ-สังคมโดยรอบพื้นที่ ในการศึกษานี้ได้ดำเนินการ 3 ระดับ คือระดับภาพรวมของพื้นที่เพื่อให้ทราบภาวะด้านประชากรและสภาพทั่วไปทางเศรษฐกิจ-สังคมของพื้นที่ในระดับตำบล วิธีการศึกษาในส่วนนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิด้านสถิติประชากร ข้อมูลตำบลของ อบต.  การศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจ-สังคมที่มีผลต่อการอนุรักษ์ วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องพื้นที่พรุทุกพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายการศึกษา รวมจำนวนประมาณ  250  ตัวอย่าง  และการศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจ-สังคมและทัศนคติ ของประชาชนโดยรอบพื้นที่  วิธีการศึกษาโดยวิธีสุ่มตัวอย่างจากครัวเรือน 

สำหรับวิธีการสุ่มแบบขั้นตอน (Stratify Sampling) และวิธีสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  ประกอบกัน คัดเลือกพื้นที่พรุที่ทำการสุ่มตัวอย่างจำนวน 7 พรุ แต่ละพรุสุ่มตัวอย่างเท่าๆ กัน รวมทั้งหมด 350 ตัวอย่าง การสุ่มบ้านที่ทำการสำรวจให้มีการกระจายในพื้นที่อย่างเป็นระบบ  วัตถุประสงค์ในการสำรวจครัวเรือนเพื่อประโยชน์ด้านข้อมูลในการนำมาวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐกิจ-สังคมของชุมชนรอบพื้นที่พรุ ความเกี่ยวข้องของครัวเรือนกับพื้นที่พรุ การใช้ประโยชน์และภาวการณ์คุกคาม การมีส่วนร่วม และทัศนคติต่อการอนุรักษ์และการจัดการพื้นที่พรุ ผลการสำรวจเป็น ดังนี้

ครัวเรือนและการตั้งถิ่นฐาน

การตั้งถิ่นฐานของประชากรในพื้นที่โดยรอบพื้นที่พรุ เนื่องจากพื้นที่พรุเป็นบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ  ทั้งทางด้านแหล่งอาหารและที่ทำกิน  ทำให้เป็นแหล่งอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน  จากผลการสำรวจระยะเวลาการตั้งถิ่นฐานของชุมชนรอบพื้นที่พรุ ระยะเวลา 31-40 ปี มีจำนวนมากที่สุด หรือเฉลี่ย 35.6 ปี และปรากฏว่าทุกพื้นที่ตัวอย่างมีระยะเวลาการตั้งถิ่นฐานของครัวเรือนเฉลี่ยมากกว่า 30 ปี  พบว่า ดังนั้นพื้นที่รอบพื้นที่พรุจึงเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของประชากรมานาน จากการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับความเหมาะสมต่อการตั้งถิ่นฐานของพื้นที่ ซึ่งในอดีตพื้นที่บริเวณพรุจะมีปัญหาน้ำท่วมสูง  แต่เนื่องจากมีการควบคุมและจัดการปริมาณน้ำในลุ่มน้ำ รวมทั้งการลดลงของปริมาณน้ำเนื่องจากมีการใช้น้ำ  ทำให้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นไม่รุนแรงจนเป็นอุปสรรค์ต่อการตั้งถิ่นฐาน  ส่วนความเหมาะสมของดิน เนื่องปัญหาความเป็นกรด-ด่าง ได้มีหน่วยงานของรัฐเข้าไปให้ความช่วยเหลือทางวิชาการจนราษฎรสามารถนำมาเพาะปลูกได้ รวมทั้งได้มีพืชเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่นปามล์น้ำมัน ซึ่งปรากฏว่าสามารถเพาะปลูกได้ดีในพื้นที่ดินพรุ  พื้นที่ชุ่มน้ำประเภทพรุจึงเป็นที่ตั้งถิ่นฐานอีกบริเวณหนึ่ง

การประกอบอาชีพและรายได้

การประกอบอาชีพหลักและอาชีพรองของครัวเรือนในพื้นที่โดยรอบพื้นที่พรุ จากผลการสำรวจ อาชีพที่ราษฎรประกอบเป็นอาชีพหลักหลักเกี่ยวข้องกับ 8 อาชีพ ได้แก่ รับจ้าง  สานกระจูด  ก่อนสร้าง ปลูกผัก  ค้าขาย ทำสวน และทำนา สำหรับจำนวนผู้ประกอบอาชีพหลักที่มีสัดส่วนสูงที่สุดคือทำสวน คิดเป็นร้อยละ 39.9 ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของพื้นที่บริเวณชุ่มน้ำที่เหมาะสมกับไม้ยืนต้นและต้องการน้ำมาก  การประกอบอาชีพหลักที่มีสัดส่วนรองลงมาที่สำคัญได้แก่รับจ้าง ค้าขาย สานกระจูด ทำไร่ และทำนา สำหรับการประกอบอาชีพรอง ซึ่งมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีอาชีพรอง คิดเป็นร้อยละ 27.17 ของทั้งหมด  โดยมีอาชีพรับจ้างคิดเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในกลุ่มอาชีพรอง คิดเป็นร้อยละ 38.30 นอกจากนี้ยังมีอาชีพที่สำคัญได้แก่  ค้าขาย ทำนา สานกระจูด เลี้ยงสัตว์และนำเที่ยวดูนก   ซึ่งจัดได้ว่าพื้นที่พรุมีความหลากหลายด้านอาชีพ มีทั้งการเกษตรและนอกการเษตร และจัดได้ว่าไม่มีการประกอบอาชีพด้านใดด้านหนึ่งเป็นส่วนใหญ่