พรุ
 

                  

ป่าพรุเกิดในภูมิประเทศใกล้ฝั่งทะเลทางภาคใต้ตอนล่างที่มีฝนตกชุกและเป็นที่ลุ่มต่ำ อาจจะต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางหรือเป็นที่ดอนสูงขึ้นเหรือระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 30 เมตร มีสภาพเป็นแอ่งน้ำจืดขังติดต่อกันเป็นเวลานาน มีการสะสมของช้นอินทรีย์วัตถุหรือดินอินทรีย์ที่หนามากหรือน้อยอยู่เหนือชั้นดินแท้ๆ การสะสมของซากพืชและอินทรีย์วัตถุ เกิดขึ้นต่อเนื่องกันในสภาวะน้ำท่วมขังที่ได้จากฝนในแต่ละปี พืชพรรณส่วนใหญ่จึงมีโครงสร้างพิเศษเพื่อการดำรงชีพในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้ เช่น ไม้ส่วนใหญ่มีรากแก้วค่อนข้างสั้น รากแขนงแผ่กว้าง มีรากค้ำยัน (stilt roots) โคนต้นมี
พูพอน (buttresses) มีรากหายใจ (breething roots หรือ pneumatophores) ไม้ดัชนีของสังคมนี้เช่น ตังหน (Calophyllum inophylloides) ละไมป่า (Baccaurea bracteata) ยากา (Blumeodendron kurzii) อ้ายบ่าว (Stemonurus malaccensis) หลุมพี (Eleiodoxa conferta) หวายสะเดาน้ำ (Korthalsia lacinosa) สะเตียว (Ganua motleyana) ช้างให้ (Neesia altissima) ทุเรียนนก (Xylopia fusca) เลือดควาย (Horsfieldia sp.) เทียะ (Dialium patens) ทองบึ้ง (Koompasia malaccensis) เป็นต้น [1]

 
 

    

     

คำว่า "พรุ" ที่ใช้กันในประเทศใช้เรียกบริเวณที่เป็นลุ่มชุ่มน้ำ หรือมีน้ำแช่ขัง มีซากผุของพืชทับถมมากหรือน้อย เวลาเหยียบมีความหยุ่น สภาพเช่นนี้ในภาคกลางเรียกที่ลุ่มสนุ่น สภาพดินพรุที่มีการทับถมของซากพืชเรียกว่าดินอินทรียวัตถุ (organic soils) หรือดินชุดนราธิวาส(Narathiwat Serics) ซากอินทรียวัตถุที่ทับถมถ้าหากสลายหมดจนไม่เห็นซากพืชเรียกมัค (muck) ถ้าสลายไม่หมดมองเห็นซากพืชเรียกพีท (peat) ดินพรุส่วนใหญ่หนามากกว่า 40 เซนติเมตร บางแห่งอาจถึง 2 เมตร มีสีดำหรือน้ำตาลแก่ ดินเป็นกรดปานกลางในชั้นบนและกรดจัดในชั้นล่าง ลักษณะโครงสร้างของป่าพรุในประเทศไทยที่แท้จริงคงเหลือให้เห็นได้เฉพาะในจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะที่พรุโต๊ะแดงซึ่งได้อนุรักษ์เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

ความหลากชนิดของปลาในพื้นที่พรุของประเทศไทย [2]

พรรณปลาน้ำจืดของประเทศไทยนั้น พบแล้วประมาณ 720 ชนิด จาก 56 วงศ์ หลังจากที่รายงานไว้ 573 ชนิด ปลาที่พบในพื้นที่พรุของประเทศไทยนี้มีความหลากหลายมากที่สุดคือ ในบริเวณพรุโต๊ะแดง พบอย่างน้อย 95 ชนิด ที่พรุคันธุลีพบอย่างน้อย 32 ชนิด และพรุซับจำปาพบเพียง 7 ชนิด

ชนิดที่พบเฉพาะพื้นที่พรุ (stenotopic) 33 ชนิด

ชนิดอื่นๆ ที่ปรับตัวได้ในพื้นที่พรุ (peat adaptive) 67 ชนิด

  • ชนิดที่อยู่ในสภาวะถูกคุกคามและใกล้สูญพันธุ์ 9 ชนิด ได้แก่ ปลาตะพัด Scleropages formosus ซึ่งเคยมีรายงานพบที่พรุโต๊ะพราน จังหวัดปัตตานี ปลาซิวหนู Bararas urophthalmiodes ปลาชะโอน Ompok hypophthalmus ปลาหนวดแมว O. eugeniatus ปลาขยุยพรุ Parakysis verrucosus ปลากะแมะ Chaca bankanensis ปลาลำพั น Clarias nieuhoffi ปลากัดน้ำแดง Betta pi และปลากระดี่มุก Trichogaster leeri
  • พรรณปลาที่พบในพื้นที่พรุนี้เป็นชนิดที่พบเฉพาะพรุ 33 ชนิด เช่น ปลากะแมะ Chaca bankanensis ปลาช่อนเข็ม Luciocephalus pulcher ปลาซิวเพชรน้อย Boraras maculatus เป็นต้น นอกจากนี้เป็นชนิดที่อาศัยในแหล่งน้ำทั่วไปแต่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพพื้นที่พรุและแหล่งน้ำ รอบข้างได้ดีพบ 67 ชนิด เช่น ปลาสลาด Notopterus notopterus ปลา ไส้ตันตาแดง Cyclocheilichthys apogon ปลากะทุงเหว Xenentodon cancilla ปลาสลิด Trichogaster pectoralis เป็นต้น
  • ปลาพรุที่สามารถปรับตัวได้ในพื้นที่ที่เปลี่ยนสภาพมี 3 ชนิดคือ ปลาลำพัน Clarias nieuhofi ปลาซิวแถบเหลือง Rasbora pauciperforata และปลาหมอช้างเหยียบพรุ Pristolepis grootei ทั้งหมดนี้พบรวม 29 วงศ์ 100 ชนิด เป็นวงศ์ปลาตะเพียน สร้อย ซิว (Cyprinidae) มากที่สุดคือ 31 ชนิด กลุ่มปลาดุก กด เนื้ออ่อน (catfishes) พบ 6 วงศ์ 21 ชนิด กลุ่มปลาหมอ กัด กระดี่ รวม 4 วงศ์ 13 ชนิด และวงศ์ปลาช่อน (Channidae) และอื่นๆ รวม 18 วงศ์ 30 ชนิด มี 2 ชนิดที่คาดว่าเคยมี หรือน่าจะพบคือ ปลาแขยงแคระ Hyalobagrus ornatus และปลาดุกแคระ Encheloclarias keliloides ซึ่งพบทั่วไปในพื้นที่พรุของประเทศมาเลเซีย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชนิดพันธุ์ปลาที่พบในพรุ สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จาก OEPP Biodiversity Series Vol. 12 : Peat Swamp Fishes of Thailand ซึ่งเป็นคู่มือเรื่องปลาในพรุประกอบภาพสีฉบับแรกของประเทศไทย จากข้อมูลการสำรวจรวบรวมตัวอย่างในพื้นที่ป่าพรุและแหล่งน้ำรอบข้างในภาคใต้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539-2543 ประกอบด้วยชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อพื้นเมืองภาษาไทย และยาวี ลักษณะ ถิ่นที่พบ และภาพประกอบของปลาที่พบ 100 ชนิด ใน 29 วงศ์ และพบว่าพรุโต๊ะแดงมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปลามากที่สุด คือ 95 ชนิด

ความหลากชนิดของสัตว์อื่นๆ ในพื้นที่พรุของประเทศไทย

  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ได้แก่ ค่างดำ (Presbytis melalophos) ค่างแว่นถิ่นใต้ (P. obscura) ลิงแสม (Macaca  ascicularis) ลิงเสน (M. arctoides) ลิงกัง (M. nemestrina) ลิงลม (Nycticebus coucang) พุ่งจง (Cynocephalus variegatus) ค้างคาวในสกุล Cynopterus, Chironax, Sphaerias, Rousettus, Pteropus, Macroglossus และ Rhinopoma  พญากระรอกบินหูดำ (Petaurista elegans) พญากระรอกบินหูแดง (P. petaurista) กะรอกปลายหางดำ (Callosciurus caniceps) พญากะรอกเหลือง (Ratufa affinis) พญากระรอกดำ (R. bicolor) และกะรอกหลากสี (Callosciurus finlaysoni) นิ่มหรือลิ่น (Manis javanica) หมีหมา (Helarctos malayanus) หมาไม้ (Martes flavigula) นากใหญ่ (Lutra lutra) นากเล็ก (Aonyx cinerea) เสือปลา (Felis viverrina) แมวป่าหัวแบน (F. planiceps) เสือลายเมฆ (Neofelis nebulosa) เสือดำ (Panthera pardus) และสัตว์ในกลุ่มชะมดและ อีเห็นอีกหลายชนิด สัตว์กินพืชที่สำคัญได้แก่ กระจงหนู (Tragulus javanica) กระจงควาย (T. napu) หมูป่า (Sus scrofa) สมเสร็จ (Tapirus indica) กวางป่า (Cervus unicolor) เป็นต้น
  • นกที่พบได้แก่ นกเปล้าใหญ่ปักษ์ใต้ (Treron phoenicoptera) นกเปล้าหน้าแดง (Ptilinopus jambu) นกเค้าแดง (Otus rufescens) นกเค้าใหญ่พันธุ์สุมาตรา (Bubo sumatranus) นกทึดทือมลายู (Ketupa ketupa) นกขุนแผนท้ายทอยแดง (Harpactes kasumba) นกเงือกดำ (Anthracoceros malayanus) นกเงือกปากดำ (Anorrhinus galeritus) นกเงือกหัวแรด (Buceros rhinoceros) นกโพระดกหลากสี (Megalaima rafflesii) นกกินแมลงหัวสีคล้ำ (Malacopteron affine) นกกินแมลงคอดำ (Stachyris nigricollis) นกกินแมลงหลังฟู (Macronous ptilosus) เหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทา (Ichthyophaga ichthyaetus) และนกตะกรุม (Leptoptilos javanicus) เป็นต้น
  • สัตว์เลื้อยคลานในป่าพรุ ได้แก่ จระเข้น้ำเค็ม (Crocodylus porosus) ตะโขง(Tomistoma schlegelii) เห่าช้าง (Varanus rudicollis) ตุ๊ดตู่ (V. dumerillii) เต่าใบไม้ (Cyclemys  entata) เต่าหญ้า (Lepidochelys olivacea) และเต่าลายตีนเป็ด (Collager bomeoensis) เป็นต้น
  • สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ได้แก่ กบราชา (Rana raja) กบป่าพรุ (R. paramacrodon) เขียดเขาหลังตอง (R. chalconota) ปาดนิ้วแยกมลายู (Rhacophorus colletti) เป็นต้น

       ในปี 2551 สำนักงานฯ ได้มอบหมายสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินการศึกษาสำรวจสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทพรุของประเทศไทย โดยผลการศึกษาได้จัดกลุ่มพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทพรุของประเทศไทย ออกเป็น 8 กลุ่ม คืิอ พรุในที่สูง พรุในที่ดอน พรุในที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ พรุในที่ลุ่มแอ่ง พรุหลังสันทรายที่ยังคงไดรับอิทธิพลจากน้ำทะเล พรุบริเวณปากแม่น้ำหรือชายฝั่ง พรุหลังสันทรายและพรุที่ราบลุ่มริมทะเลสาบ ข้อมูลเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่

 

อ้างอิง
[1] ธรัชชัย สันติสุข. ป่าของประเทศไทย. สำนักหอพรรณไม้, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช. อรุณการพิมพ์: กรุงเทพฯ, 2550
  [2] กลไกการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ความหลากหลายของแหล่งน้ำในแผ่นดิน

 

พร
 

       

ป่าพรุเกิดในภูมิประเทศใกล้ฝั่งทะเลทางภาคใต้ตอนล่างที่มีฝนตกชุกและเป็นที่ลุ่มต่ำ อาจจะต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางหรือเป็นที่ดอนสูงขึ้นเหรือระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 30 เมตร มีสภาพเป็นแอ่งน้ำจืดขังติดต่อกันเป็นเวลานาน มีการสะสมของช้นอินทรีย์วัตถุหรือดินอินทรีย์ที่หนามากหรือน้อยอยู่เหนือชั้นดินแท้ๆ การสะสมของซากพืชและอินทรีย์วัตถุ เกิดขึ้นต่อเนื่องกันในสภาวะน้ำท่วมขังที่ได้จากฝนในแต่ละปี พืชพรรณส่วนใหญ่จึงมีโครงสร้างพิเศษเพื่อการดำรงชีพในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้ เช่น ไม้ส่วนใหญ่มีรากแก้วค่อนข้างสั้น รากแขนงแผ่กว้าง มีรากค้ำยัน (stilt roots) โคนต้นมี
พูพอน (buttresses) มีรากหายใจ (breething roots หรือ pneumatophores) ไม้ดัชนีของสังคมนี้เช่น ตังหน (Calophyllum inophylloides) ละไมป่า (Baccaurea bracteata) ยากา (Blumeodendron kurzii) อ้ายบ่าว (Stemonurus malaccensis) หลุมพี (Eleiodoxa conferta) หวายสะเดาน้ำ (Korthalsia lacinosa) สะเตียว (Ganua motleyana) ช้างให้ (Neesia altissima) ทุเรียนนก (Xylopia fusca) เลือดควาย (Horsfieldia sp.) เทียะ (Dialium patens) ทองบึ้ง (Koompasia malaccensis) เป็นต้น
[1]

      

 
 

        คำว่า "พรุ" ที่ใช้กันในประเทศใช้เรียกบริเวณที่เป็นลุ่มชุ่มน้ำ หรือมีน้ำแช่ขัง มีซากผุของพืชทับถมมากหรือน้อย เวลาเหยียบมีความหยุ่น สภาพเช่นนี้ในภาคกลางเรียกที่ลุ่มสนุ่น สภาพดินพรุที่มีการทับถมของซากพืชเรียกว่าดินอินทรียวัตถุ (organic soils) หรือดินชุดนราธิวาส(Narathiwat Serics) ซากอินทรียวัตถุที่ทับถมถ้าหากสลายหมดจนไม่เห็นซากพืชเรียกมัค (muck) ถ้าสลายไม่หมดมองเห็นซากพืชเรียกพีท (peat) ดินพรุส่วนใหญ่หนามากกว่า 40 เซนติเมตร บางแห่งอาจถึง 2 เมตร มีสีดำหรือน้ำตาลแก่ ดินเป็นกรดปานกลางในชั้นบนและกรดจัดในชั้นล่าง ลักษณะโครงสร้างของป่าพรุในประเทศไทยที่แท้จริงคงเหลือให้เห็นได้เฉพาะในจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะที่พรุโต๊ะแดงซึ่งได้อนุรักษ์เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

ความหลากชนิดของปลาในพื้นที่พรุของประเทศไทย [2]

พรรณปลาน้ำจืดของประเทศไทยนั้น พบแล้วประมาณ 720 ชนิด จาก 56 วงศ์ หลังจากที่รายงานไว้ 573 ชนิด ปลาที่พบในพื้นที่พรุของประเทศไทยนี้มีความหลากหลายมากที่สุดคือ ในบริเวณพรุโต๊ะแดง พบอย่างน้อย 95 ชนิด ที่พรุคันธุลีพบอย่างน้อย 32 ชนิด และพรุซับจำปาพบเพียง 7 ชนิด

ชนิดที่พบเฉพาะพื้นที่พรุ (stenotopic) 33 ชนิด

ชนิดอื่นๆ ที่ปรับตัวได้ในพื้นที่พรุ (peat adaptive) 67 ชนิด

  • ชนิดที่อยู่ในสภาวะถูกคุกคามและใกล้สูญพันธุ์ 9 ชนิด ได้แก่ ปลาตะพัด Scleropages formosus ซึ่งเคยมีรายงานพบที่พรุโต๊ะพราน จังหวัดปัตตานี ปลาซิวหนู Bararas urophthalmiodes ปลาชะโอน Ompok hypophthalmus ปลาหนวดแมว O. eugeniatus ปลาขยุยพรุ Parakysis verrucosus ปลากะแมะ Chaca bankanensis ปลาลำพั น Clarias nieuhoffi ปลากัดน้ำแดง Betta pi และปลากระดี่มุก Trichogaster leeri
  • พรรณปลาที่พบในพื้นที่พรุนี้เป็นชนิดที่พบเฉพาะพรุ 33 ชนิด เช่น ปลากะแมะ Chaca bankanensis ปลาช่อนเข็ม Luciocephalus pulcher ปลาซิวเพชรน้อย Boraras maculatus เป็นต้น นอกจากนี้เป็นชนิดที่อาศัยในแหล่งน้ำทั่วไปแต่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพพื้นที่พรุและแหล่งน้ำ รอบข้างได้ดีพบ 67 ชนิด เช่น ปลาสลาด Notopterus notopterus ปลา ไส้ตันตาแดง Cyclocheilichthys apogon ปลากะทุงเหว Xenentodon cancilla ปลาสลิด Trichogaster pectoralis เป็นต้น
  • ปลาพรุที่สามารถปรับตัวได้ในพื้นที่ที่เปลี่ยนสภาพมี 3 ชนิดคือ ปลาลำพัน Clarias nieuhofi ปลาซิวแถบเหลือง Rasbora pauciperforata และปลาหมอช้างเหยียบพรุ Pristolepis grootei ทั้งหมดนี้พบรวม 29 วงศ์ 100 ชนิด เป็นวงศ์ปลาตะเพียน สร้อย ซิว (Cyprinidae) มากที่สุดคือ 31 ชนิด กลุ่มปลาดุก กด เนื้ออ่อน (catfishes) พบ 6 วงศ์ 21 ชนิด กลุ่มปลาหมอ กัด กระดี่ รวม 4 วงศ์ 13 ชนิด และวงศ์ปลาช่อน (Channidae) และอื่นๆ รวม 18 วงศ์ 30 ชนิด มี 2 ชนิดที่คาดว่าเคยมี หรือน่าจะพบคือ ปลาแขยงแคระ Hyalobagrus ornatus และปลาดุกแคระ Encheloclarias keliloides ซึ่งพบทั่วไปในพื้นที่พรุของประเทศมาเลเซีย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชนิดพันธุ์ปลาที่พบในพรุ สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จาก OEPP Biodiversity Series Vol. 12 : Peat Swamp Fishes of Thailand ซึ่งเป็นคู่มือเรื่องปลาในพรุประกอบภาพสีฉบับแรกของประเทศไทย จากข้อมูลการสำรวจรวบรวมตัวอย่างในพื้นที่ป่าพรุและแหล่งน้ำรอบข้างในภาคใต้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539-2543 ประกอบด้วยชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อพื้นเมืองภาษาไทย และยาวี ลักษณะ ถิ่นที่พบ และภาพประกอบของปลาที่พบ 100 ชนิด ใน 29 วงศ์ และพบว่าพรุโต๊ะแดงมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปลามากที่สุด คือ 95 ชนิด

ความหลากชนิดของสัตว์อื่นๆ ในพื้นที่พรุของประเทศไทย

  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ได้แก่ ค่างดำ (Presbytis melalophos) ค่างแว่นถิ่นใต้ (P. obscura) ลิงแสม (Macaca  ascicularis) ลิงเสน (M. arctoides) ลิงกัง (M. nemestrina) ลิงลม (Nycticebus coucang) พุ่งจง (Cynocephalus variegatus) ค้างคาวในสกุล Cynopterus, Chironax, Sphaerias, Rousettus, Pteropus, Macroglossus และ Rhinopoma  พญากระรอกบินหูดำ (Petaurista elegans) พญากระรอกบินหูแดง (P. petaurista) กะรอกปลายหางดำ (Callosciurus caniceps) พญากะรอกเหลือง (Ratufa affinis) พญากระรอกดำ (R. bicolor) และกะรอกหลากสี (Callosciurus finlaysoni) นิ่มหรือลิ่น (Manis javanica) หมีหมา (Helarctos malayanus) หมาไม้ (Martes flavigula) นากใหญ่ (Lutra lutra) นากเล็ก (Aonyx cinerea) เสือปลา (Felis viverrina) แมวป่าหัวแบน (F. planiceps) เสือลายเมฆ (Neofelis nebulosa) เสือดำ (Panthera pardus) และสัตว์ในกลุ่มชะมดและ อีเห็นอีกหลายชนิด สัตว์กินพืชที่สำคัญได้แก่ กระจงหนู (Tragulus javanica) กระจงควาย (T. napu) หมูป่า (Sus scrofa) สมเสร็จ (Tapirus indica) กวางป่า (Cervus unicolor) เป็นต้น
  • นกที่พบได้แก่ นกเปล้าใหญ่ปักษ์ใต้ (Treron phoenicoptera) นกเปล้าหน้าแดง (Ptilinopus jambu) นกเค้าแดง (Otus rufescens) นกเค้าใหญ่พันธุ์สุมาตรา (Bubo sumatranus) นกทึดทือมลายู (Ketupa ketupa) นกขุนแผนท้ายทอยแดง (Harpactes kasumba) นกเงือกดำ (Anthracoceros malayanus) นกเงือกปากดำ (Anorrhinus galeritus) นกเงือกหัวแรด (Buceros rhinoceros) นกโพระดกหลากสี (Megalaima rafflesii) นกกินแมลงหัวสีคล้ำ (Malacopteron affine) นกกินแมลงคอดำ (Stachyris nigricollis) นกกินแมลงหลังฟู (Macronous ptilosus) เหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทา (Ichthyophaga ichthyaetus) และนกตะกรุม (Leptoptilos javanicus) เป็นต้น
  • สัตว์เลื้อยคลานในป่าพรุ ได้แก่ จระเข้น้ำเค็ม (Crocodylus porosus) ตะโขง(Tomistoma schlegelii) เห่าช้าง (Varanus rudicollis) ตุ๊ดตู่ (V. dumerillii) เต่าใบไม้ (Cyclemys  entata) เต่าหญ้า (Lepidochelys olivacea) และเต่าลายตีนเป็ด (Collager bomeoensis) เป็นต้น
  • สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ได้แก่ กบราชา (Rana raja) กบป่าพรุ (R. paramacrodon) เขียดเขาหลังตอง (R. chalconota) ปาดนิ้วแยกมลายู (Rhacophorus colletti) เป็นต้น

       ในปี 2551 สำนักงานฯ ได้มอบหมายสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินการศึกษาสำรวจสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทพรุของประเทศไทย โดยผลการศึกษาได้จัดกลุ่มพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทพรุของประเทศไทย ออกเป็น 8 กลุ่ม คืิอ พรุในที่สูง พรุในที่ดอน พรุในที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ พรุในที่ลุ่มแอ่ง พรุหลังสันทรายที่ยังคงไดรับอิทธิพลจากน้ำทะเล พรุบริเวณปากแม่น้ำหรือชายฝั่ง พรุหลังสันทรายและพรุที่ราบลุ่มริมทะเลสาบ ข้อมูลเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่

 

อ้างอิง
[1] ธรัชชัย สันติสุข. ป่าของประเทศไทย. สำนักหอพรรณไม้, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช. อรุณการพิมพ์: กรุงเทพฯ, 2550
  [2] กลไกการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม