การคุกคามของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น  
 

              
               ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาการคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ที่จัดว่ามีความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ ของโลก การนำเข้ามา และการ
แพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศต่างๆ ของประเทศ ได้แก่ ระบบนิเวศป่าไม้ ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด ทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งระบบนิเวศเกษตร ซึ่งล้วนเป็นทรัพยากรพื้นฐานในการดำรงชีวิต และได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งทางเศรษฐกิจและสุขอนามัยของมนุษย์ สาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการนำเข้าและแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ได้แก่ การค้าระหว่างประเทศ โดยมีมูลค่าการค้าชนิดพันธุ์ต่างๆ ทั่วโลกสูงถึงประมาณ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
            ปัจจุบันประเทศไทยมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอยู่มากกว่า 3,500 ชนิด ส่วนใหญ่ถูกนำเข้ามาเพื่อใช้ในทางการเกษตร การเพาะเลี้ยง เป็นสัตว์เลี้ยงและไม้ดอกไม้ประดับ รวมทั้งการเก็บรวบรวมไว้ในสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ บางชนิดมีการแพร่ระบาดข้ามพรมแดนผ่านทางประเทศเพื่อนบ้าน และติดมากับยานพาหนะ การเดินทาง การขนส่งสินค้า และการท่องเที่ยว รวมทั้งการเข้ามาทางน้ำอับเฉาของเรือ ซึ่งชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามาบางชนิดสามารถดำรงชีวิตได้ดีในสภาพธรรมชาติและเป็นพืชและสัตว์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ อาทิ ข้าวโพด อ้อย ยางพารา หมู และเป็ดเทศ เป็นต้น      อย่างไรก็ตาม ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามาแล้วสามารถตั้งถิ่นฐานและมีการแพร่กระจายได้ดีในธรรมชาติ จนกลายเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน จะส่งผลคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพและก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก หากไม่มีการจัดการป้องกัน และควบคุมอย่างทันท่วงที ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาในการแก้ไขการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานอยู่บ่อยครั้ง อาทิ การแพร่ระบาดของผักตบชวา ไมยราบยักษ์ นากหญ้า ปลาดุกรัสเซีย ปลาซักเกอร์ และการแพร่ระบาดของหอยเชอรี่ในนาข้าวที่มีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจไว้กว่า 1 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งการดำเนินการแก้ไขเมื่อพบว่ามีการแพร่ระบาดแล้วนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงและยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น รวมทั้งไม่สามารถแก้ไขความเสียหาย
บางประการ เช่น การสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์พื้นเมืองและโครงสร้างของระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไปได้
          ในอดีตที่ผ่านมามีการชักนำชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาในประเทศเข้ามามากมายหลายชนิดเป็นพืชสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ก็มีหลายชนิดที่กลายเป็นวัชพืช
ร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่ามิได้ โดยทั่วไปผลกระทบที่เกิดจากวัชพืชอาจไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดจากศััตรูพืชและโรคพืช
มักใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลกระทบ หรือหากไม่สนใจแล้วอาจไม่เห็นผลกระทบ แต่เมื่อเกิดแล้วมักคงอยู่เป็นระยะเวลายาวนาน ผลกระทบแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

                            ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
                            ผลกระทบทางการเกษตร
                            ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
                            ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

          ชนิดพันธุ์เหล่านี้ได้รุกรานทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในท้องถิ่น เกือบจะในทุกรูปแบบของระบบนิเวศบนโลก และในหลายกรณีการรุกรานทางชีวภาพ เหล่านี้ไม่สามารถที่จะกลับคืนมาได้อีกเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมีการนำพืชต่างถิ่นหลายชนิดเข้ามาในประเทศไทยด้วยวัตถุประสงค์ที่ แตกต่างกันออกไปพืชต่างถิ่นที่กลายเป็น พืชเศรษฐกิจของประเทศ แต่พืชต่างถิ่นอีกหลายชนิดที่เข้ามาแล้วกลายเป็นชนิดพันธุ์รุกรานเป็นวัชพืชก็มีมากชนิดเช่นกัน อีกทั้งสัตว์ต่างถิ่นหลายชนิดที่ก่อให้เกิดปัญหา และเป็นที่พบเห็นอยู่ทั่วไป เช่น


หญ้าหวาย หรือ สตาร์กราส (Cyanodon nlemfuensis)     

            
          หญ้าหวายเป็นพืชสกุลเดียวกับหญ้าแพรก นำเข้ามาเพื่อใช้ในการป้องกันการชะล้างพังทะลายของดินในพื้นที่เกษตรที่สูง  เนื่องจากรากยึดเกาะดินได้ดี ออกรากทุกข้อ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมต่างๆ ต่อมากลายเป็นวัชพืชในพืชผัก โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรที่สูง แต่จากการสำรวจพบทั่วไปในในพื้นที่เกษตรที่สูง และที่ระดับน้ำทะเล ในเขตกรุงเทพมหานครพบหลายแห่ง รวมถึงบริเวณเกษตรกลาง บางเขน

 

refer อ้างอิง  ศิริพร ซึงสนธิพร. 2549. วัชพืชกับชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่รุกราน ใน รายงานการประชุมวิชาการเรื่อง ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น.                 
  สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. 31
  สิงหาคม พ.ศ 2549 โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ.หน้า 39-52.
 

 

ผักตบชวา (Eichhornia crassipes)

            
           เป็นพืชน้ำดั้งเดิมในทวีปอเมริกาใต้ แต่ไม่ระบาดทำความเสียหายเพราะมีศัตรูธรรมชาติหลายชนิดคอบควบคุมอยู่ ผักตบชวาเข้ามาในประเทศไทย โดยเริ่มจากการเอาผักตบชวาจากทวีปอเมริกาใต้ไปออกงานแสดงสินค้าที่เมืองนิวออร์ลีนส์ ประเทศสหรัฐมเมริกา เมื่อพวกดัทช์เห็นก็ชอบใจ เอากลับไปปลูกที่อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ที่นั่นสภาพอากาศไม่เหมาะสม จึงส่งไปประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอาณานิคมของประเทศเนเธอร์แลนด์ตอนนั้น และเข้ามาในประเทศไทยในรัชกาลที่ 5 โดยปลูกไว้ที่วังสระปทุม แต่จากที่ผักตบชวาสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วมาก และเกิดน้ำท่วมวังสระปทุม ทำให้ผักตบชวาแพร่กระจายไปทั่ว จนกลายเป็นวัชพืชน้ำที่รุนแรง

 

รูปที่ 1 ผักตบชวา
ที่มา : เว็ปไซด์ Flickr from Yahoo
 refer  อ้างอิง     บรรพต ณ ป้อมเพชร และ สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์. 2544. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานร้ายกว่าสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลง
  พันธุกรรม (GMOs) ใน รายงานการประชุมวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่อง ความหลากหลายทาง
  ชีวภาพและการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.22-23 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 โรงแรมเดอะแกรนด์ กรุงเทพฯ. หน้า
  14-20.

 

ขี้ไก่ย่าน (Mikania micrantha)

            เป็นวัชพืชที่เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นชนิดใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งมีการระบาดอยู่ในประเทศมาเลเซียมานานแล้ว พบครั้งแรกในบริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว คาดว่าผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเป็ยผู้นำขึ้นไป หรืออาจแพร่ระบาดมาจากประเทศจีนตอนใต้ด้วยเช่นกัน ขี้ไก่ย่านสามารถใช้ควบคุมไมยราบยักษ์ได้ โดยขี้ไก่ย่านจะคลุมไมยราบยักษ์ทั้งต้น ทำให้ไมยราบยักษ์ตาย แต่มีข้อเสียที่ขี้ไก่ย่านขึ้นคลุมพืชเศรษฐกิจ เช่น ลิ้นจี่ ลำไยด้วย ทำให้พืชเศรษฐกิจเหล่านี้ตาย

 refer อ้างอิง    บรรพต ณ ป้อมเพชร และ สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์. 2544. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานร้ายกว่าสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลง
  พันธุกรรม (GMOs) ใน รายงานการประชุมวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่อง ความหลากหลายทาง
  ชีวภาพและการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.22-23 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 โรงแรมเดอะแกรนด์ กรุงเทพฯ. หน้า
  14-20.

 

 ก้นจ้ำขาวดอกใหญ่ ดาวกระจายใต้หวัน เชีบงรายเดซี (Bidens alba var. radiata หรือ Bidens pilosa var. radiata)

            
            เกษตรกรเลี้ยงผึ้งชาวใต้หวันนำเข้ามาในช่วงปี พ.ศ. 2541-2542 เพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารให้ผึ้ง พืชชนิดนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับปืนนกไส้ หรือกี่นกไส้ ใช้เมล็ดเมื่อนำเข้ามาแล้วหว่านไว้ตามข้างถนน เนื่องจากเมล็ดของพืชชนิดนี้มีหนามเล็กๆ ทำให้สามารถติดตามเสื้อผ้าไปยังทีต่างๆได้ง่าย และการที่พืชชนิดนี้มีดอกสวยงาม ทำให้มีคนนิยมเก็บไปปลูก ปัจจุบันแพร่ระบาดมากในจังหวัดเชียงรายและเริ่มพบที่ กาญจนบุรี อยุธยา หนองคาย อุบลราชธานี ก้นจ้ำขาวดอกใหญ่เจริญเติบโตได้ดี ทนแล้ง สร้างเมล็ดตลอดปี ในแปลงข้าวโพดของเกษตรในจังหวัดเชียงราย พบว่าสามารถสร้างดอกได้เมื่ออายุประมาณ 1 เดือน หลังงอกจากเมล็ด จากการศึกษาเพื่อประเมินศักยภาพการเป็นวัชพืชของพืชชนิดนี้ในช่วงที่พบพืชชนิดนี้ใหม่ๆ ในบริเวณเกษตรกลาง บางเขน สิ่งหนึ่งที่ทำกาศึกษาคือ กำลังการผลิตหน่วยขยายพันธุ์ ซึ่งนอกจากพืชชนิดนี้จะขยายพันธุ์โดยการใช้กิ่งตัดปักชำแล้ว พืชสามารถผลิตเมล็ดได้จำนวนมาก และเมล็ดมีเปอร์เซ็นต์การงอกมากกว่า 70% จากการศึกษานี้คำนวณได้ว่า จากหนึ่งเมล็ดที่งอกเป็นต้น จะผลิตเมล็ดงอกเป็นต้นใหม่ และจะเจริฺญเติบโตสร้างเมล็ดไปเรื่อยๆ ในช่วงระยะเวลา 2 ปี จะสามารถผลิตเมล็ดได้มากกว่า 3 ล้านเมล็ด แต่จากการเก็บเมล็ดพืชนี้มาจากจังหวัดเชียงใหม่พบว่าอัตราการงอกมากกว่า 90% นอกจากนี้จากการศึกษาพบว่า ก้นจ้ำขาวดอกใหญ่มีคุณสมบัติทาง allelopathy สามารถยับยั้งการเติบโตของพืชทดสอบได้มากกว่าพืชที่ใกล้เคียงกัน ที่มีอยู่เดิมในประเทศไทย คือ Bidens pilosa L. var.pilosa และ Bidens biternata
 
refer อ้างอิง   ศิริพร ซึงสนธิพร. 2549. วัชพืชกับชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่รุกราน ใน รายงานการประชุมวิชาการเรื่อง ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น.
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. 31
สิงหาคม พ.ศ 2549 โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ.หน้า 39-52.

 

แว่นแก้ว (Hydrocotyle umbellata L.)

           Hydrocotyle umbellata L.หรือที่เรียกกันว่า “แว่นแก้ว” สิ่งที่มีเสน่ห์ของพืชชนิดนี้คือ ใบที่มีลักษณะกลม และมีสีเขียวเป็นมันวาว จึงถูกนำเข้ามาเพื่อเป็น ไม้ประดับตู้ปลาตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน นับจากนั้นเป็นต้นมาพืชชนิดนี้ก็ี้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วในบ้านเรา เนื่องจากมีการสืบพีนธุ์ที่ง่ายโดยลำต้นจะแตกหน่อ ใหม่และสามารถเจริญได้จากหน่อที่มีมากมายเหล่านี้ ปัจจุบันได้้มีการศึกษาถึงการเติบโต และการแก่งแย่งแข่งขันของแว่นแก้วเปรียบเทียบกับ Centella asiaitca ที่เป็นพืชพื้นเมือง ซึ่งแว่นแก้วสามารถโตได้ดีไม่เพียงในสภาวะที่อยู่ในน้ำเท่านั้น แต่รวมถึงในสภาวะแห้งแล้งอีกด้วย พืชชนิดนี้สร้างหน่อใหม่จากต้นและใบอ่อน ถ้าส่วนของลำต้นถูกตัดออกจากต้นเดิมส่วนที่ถูกตัดออกก็จะผลิตราก และสามารถอยู่รอดได้้ในน้ำ โดยแตกกิ่งใหม่ออกมาจากตาระหว่างลำต้นและก้านใบ ผลจาก การศึกษาการเติบโตของแว่นแก้ว จากต้นที่มีเพียงหนึ่งใบ สามารถเจริญเติบโตได้ถึง 174 ใบ ภายใน 141 วัน และพืชชนิดนี้สามารถเติบโตได้ดีกว่า  C. asiaitca และพืชในวงค์เดียวกัน และในพื้นที่ที่มีชื้น และสารอาหารแตกต่างกัน (สูงและต่ำ) แว่นแก้วก็สามารถเติบโตได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น ในสภาวะแห้งแล้งสามารถผลิตเมล็ด ได้แต่ไม่พบการเจริญเติบโต จากเมล็ด (ในการทดลอง)

          พืชชนิดนี้สามารถยับย้ังการเจิรญเติบโตของ Mimosa pigra, Echinocloa crus-galli, Pennisetum pedicellatum และ Trianthema portulacastrum (Pakjarurn, 2002) และอีกอย่างหนึ่งที่เป็นตัวยืนยันการรุกราน จากการประเมินเบื้องต้นในหลายพื้นที่ พบพืชชนิดนี้พบตามบึง บ่อ และคูน้ำข้างทางในหลายจังหวัด พืชชนิดนี้พบในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงอีกด้วย แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแก่งแย่งได้ดีเหนือพืชพื้นเมืองอื่นๆ และดูเหมือนว่าประเทศไทยจะไม่มีศัตรูตาม ธรรมชาติที่ส่งผลต่อแว่นแก้ว จากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้แว่นแก้วมีแนวโน้มจะเป็นวัชพืชในอนาคตอันใกล้นี้

 

dollar

รูปที่ 2 แว่นแก้ว (Hydrocotyle umbellata L.)
 
 
 referอ้างอิง  Siriporn Zungsontiporn. 2006. Global invasive plants in Thailand and its status and a case study of Hydrocotyle
  Hydrocotyle umbellata L.. in Proceedings of International Workshop on Development of Database (APASD)
  for Biological Invasion. 18-22 Sep. 2006. Taichung, Taiwan.   

 

หอยเชอรี่ (Pomacea canaliculata Lamarck)

             ปัญหาการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ไม่ได้จำกัดเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่อาจสร้างปัญหาให้แก่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนั้นๆ ได้ด้วย เช่น การระบาดของหอยเชอรี่ : Pomacea canaliculata (Lamarck) ซึ่งถูกจัดว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานในประเทศไทย หอยดังกล่าวสร้างความเสียหายในพื้นที่นาข้าวของประเทศไทยไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี และยังส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย โดยหอยเชอรี่มีความสัมพันธ์แบบแก่งแย่งอาหารและที่อยู่อาศัยกับหอยโข่งพันธุ์พื้นเมืองทำให้ปริมาณของหอยโข่งพันธุ์พื้นเมืองลดลง  และมีรายงานว่าหอยเชอรี่สามารถผสมพันธุ์กับหอยโข่งพันธุ์พื้นเมืองทำให้เกิดการปนเปื้อนทางพันธุกรรมระหว่างหอยทั้งสองชนิด อีกทั้งลูกผสมที่เกิดขึ้นมาอาจจะเป็นชนิดพันธุ์รุกราน การกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าวโดยใช้สารเคมีอาจทำในสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ ที่อยู่ในแหล่งน้ำรอบพื้นที่พิการ นอกจากนี้การเพิ่มจำนวนของหอยเชอรี่อย่างรวดเร็วยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณชนิดพันธุ์ในระบบนิเวศ โดยทำให้นกปากห่างที่อพยพมาจากบังคลาเทศไม่อพยพกลับประเทศตามฤดูกาล เพราะประเทศไทยมีหอยเชอรี่ ซึ่งเป็นอาหารของนกปากหางอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ นกปากห่างเหล่านี้จะแย่งพื้นที่ทำรังของนกน้ำเฉพาะถิ่นขนาดใหญ่อื่นๆ ในประเทศไทย  

รูปที่ 3 หอยเชอรี่ (Pomacea canaliculata)


 refer อ้างอิง    ชวลิต วิทยานนท์. 2549. ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่รุกรานที่สุดในประเทศไทย ใน รายงานการประชุมวิชาการเรื่อง
  ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
  สิ่งแวดล้อม. 31 สิงหาคม พ.ศ 2549 โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ. หน้า 67-74.


             
           ปัจจุบันประเทศไทยได้จัดทำร่างมาตรการป้องกันควบคุมและกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเพื่อช่วยให้การป้องควบคุมและกำจัดชนิดพันธ์ต่างถิ่นมีความสมบรูณ์และรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยร่างมาตรการดังกล่าวจะจัดแบ่งชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ควรป้องกัน ควบคุม และกำจัดของประเทศไทย ออกเป็น 4 กลุ่ม และได้จัดทำมาตรการที่เหมาะสมสำหรับรองรับชนิดพันธุ์ทั้ง 4 กลุ่มนั้น อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่ใช้แนวทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการบริหารจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน แต่ความเข้าใจ ความตระหนัก และการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จะนำไปสู่ความสำเร็จในการป้องกัน ควบคุม การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน