ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ด้านอาหาร

 

 

          เห็ดโคนบรรจุขวด เห็ดโคนเป็นของดีของจังหวัดกาญจนบุรีที่กล่าวขวัญอย่างหนึ่ง เป็นเห็ดที่ไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้เองเหมือนเห็ดฟาง และเห็ดนางรม ต้องอาศัยเก็บเอาเองตามธรรมชาติโดยเฉพาะเห็ดโคนจังหวัดกาญจนบุรีมีรสชาติอร่อยมาก เห็ดโคนรุ่นแรกหมวกดอกจะมีสีดำ และเนื้อแน่น ส่วนเห็ดโคนที่ออกมารุ่นหลัง สีจะจางลงและขาวมากขึ้น เนื้อดอกเห็ดจะนุ่ม เห็ดโคนสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น นำไปผัดเหมือนเห็ดทั่วไป ผัดกระเพราเห็ด ข้าวต้มเห็ด ทำน้ำพริกเห็ด เห็ดย่างยำ ผัดเผ็ดเห็ด แกงคั่วเห็ด เป็นต้น
          การทำเห็ดโคนบรรจุขวด เป็นวิธีการแปรรูปเห็ดโคน โดยเห็ดโคนจะถูกบรรจุในขวดปอนด์ขายเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของจังหวัดกาญจนบุรี มีราคาแพงถึง 500 – 3,000 บาท ส่วนกรรมวิธีเห็ดโคนดองเปรี้ยว คือ นำเห็ดโคนสดมาหมักกับเกลือ โดยขูดดินที่ติดเห็ดโคนให้เกลี้ยง ล้างน้ำให้สะอาด และทำให้สะเด็ดน้ำ หลังจากนั้นนำเห็ดโคนมาคลุกเคล้ากับเกลือ หมักทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เข้ากันและนิ่ม นำเห็ดโคนที่หมักได้ที่ดีแล้วมาต้มเคี่ยวให้เดือดประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง ยกลงตักใส่ขวดปอนด์แล้วนำไปนึ่งในน้ำเดือดนาน 1 ชั่วโมง ปิดฝาขวดแล้วต่ออีกประมาณ 30 นาทที ยกลงทิ้งไว้ให้เย็นสามารถเก็บไว้รับประทานได้นานๆ

 

          ไม้ไผ่ เป็นพืชที่ขึ้นง่ายทุกสภาพพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นดินแห้งแล้ง เช่น ที่ราบสูงภูเขา หรือสภาพดินชุ่มฉ่ำตามริมแม่น้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำสายสำคัญจะมีไม้ไผ่ขึ้นตามริมฝั่งตลอดเส้นทางแม่น้ำ ชาวกาญจนบุรีจึงขนานนามตามประเภทของไผ่ที่ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำว่า แควน้อยไม้ไผ่ แควใหญ่ไม้รวก จากการที่มีไม้ไผ่มากมาย ชาวกาญจนบุรีจึงนำไม้ไผ่มาใช้ประโยชน์ทั้งด้านต่างๆ มากมาย ในด้านอาหารด้านการปรุงอาหาร หน่ออ่อนของไม้รวกและไม้ไผ่นำมาเป็นอาหารได้โดยปอกเปลือกออก นำไปต้มให้สุก แล้วนำไปปรุงอาหาร เช่น แกงป่า ผัด จิ้มน้ำพริก และนำไปเคล้าเกลือหมักไว้เป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง และนำมาปรุงอาหาร เช่น แกงส้ม แกงป่า แกงกะทิ ส่วนปล้องไม้ไผ่ทำเป็นกระบอกใส่น้ำ กระบอกใส่น้ำตาลโตนด และทำกระบอกข้าวหลาม

 

          แกงป่าไก่ไทยใส่มะเขือขื่น แกงป่าเป็นอาหารพื้นบ้านที่ชาวกาญจนบุรีนิยมรับประทาน และเป็นอาหารประเภทแกงเผ็ดใส่กะทิ ประกอบด้วยเนื้อสัตว์จำพวกปลา หมู ไก่ เป็ด นก และผัก เช่น มะเขือชนิดต่างๆ หน่อไม้ ถั่วฝักยาว เป็นต้น
มะเขือขื่น คือ มะเขือชนิดหนึ่ง ขึ้นทั่วไปตามป่าละเมาะ ลำต้นและใบมีหนามและมีขน ดอกสีม่วง ผลอ่อนมีสีขาวอมเขียวและค่อยๆ เหลือง พอแก่จัดจะมีสีเหลืองส้มอมแดง เนื้อบาง เมล็ดมาก เมื่อยังดิบมีรสขื่น จึงเรียกเรียกมะเขือชนิดนี้ว่ามะเขือขื่น เวลานำไปปรุงอาหารต้องผ่าแล้วล้างเมล็ดออกเอาแต่เนื้อ ชาวบ้านนิยมนำมะเขือขื่นที่แก่จัดไปทำแกงส้มกับปลาดุกหรือแกงป่ากับเนื้อสัตว์ต่างๆ หรือจิ้มน้ำพริก แต่ที่เป็นอาหารขึ้นชื่อที่ชาวกาญจนบุรีนิยมมากคือนำมาใส่แกงป่าไก่ไทย ดังนั้น แกงป่าไก่ไทยใส่มะเขือขื่น จึงเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมด้านอาหารของชาวกาญจนบุรีที่ขึ้นชื่อเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วไป


ด้านหัตถกรรมและประติมากรรม

          ผ้าทอพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง อยู่ที่บ้านเวียคาดี้ หมู่ที่ 5 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี มีการทอผ้าใช้กันเองมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นการผลิตที่ครบวงจร คือเริ่มตั้งแต่ปลูกฝ้าย นำปุยฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นด้ายย้อมสี และทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าห่ม ผ้าถุง เสื้อ ผ้าโพกศีรษะ ย่าม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดปาก เป็นต้น ลักษณะและลวดลายผ้าเป็นลายโบราณที่ทอกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวกระหรี่ยงที่นี่ ทั่งลวดลายและสี โดยเฉพาะสีจะเน้นสีแดงเป็นหลักแทรกด้วยสีอื่นๆ บ้าง เช่น สีดำ สีเขียว และสีแดง
ผ้าทอของชาวกะเหรี่ยงเวียคาดี้ นับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สวยงามทั้งสีสันและลวดลาย ปัจจุบันชาวกระเหรี่ยงจะนำผ้าทอออกมาขายในตลาดสังขละบุรี ผู้ที่ไปท่องเที่ยวที่ชอบผ้าทอจะซื้อมาใช้และเป็นของฝาก เพราะลวดลายแปลกตา สวยงามดี ราคาไม่แพง

 

          การทำมีดเหน็บ บ้านห้วยกระเจา หมู่ 2 ตำบลห้วยกระเจา อำเภอห้วยกระเจา โดยช่างฝีมือ คือ นายสรวง สืบดี เป็นการนำมีดตัดอ้อยที่หมดอายุใช้งานแล้วมาเผาไฟจนสุกแดง แล้วตีใหม่ด้วยค้อนเหล็กให้มีรูปร่างเป็นมีดเหน็บ เมื่อเสร็จแล้วจะแกะสลักลวดลายที่ตัวมีด ด้ามมีด ฝักมีดให้สวยงาม ซึ่งมีอุปกรณ์ในการทำ ได้แก่ มีดตัดอ้อยที่หมดอายุใช้งานแล้ว ไม้สำหรับการทำฝักมีด โลหะสำหรับทำปลอกรัด ค้อนเหล็ก
การทำมีดเหน็บด้วยมีดตัดอ้อยที่หมดอายุใช้งานแล้วนี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ควรส่งเสริมและสนับสนุน เพราะนอกจากจะเป็นการนำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์มาทำให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์แล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีคุณค่าอีกด้วย

          ตุ๊กตาขี้ขัด เป็นรูปปั้นที่ใช้เศษวัสดุที่เรียกว่าขี้ขัด มาปั้นเป็นรูปต่างๆ ตามจินตนาการ โดยนำผงขี้ขัด (ผงไม้ที่ได้จากการขัดไม้ด้วยกระดาษทราย) มาผสมกับกาวลาเท็กซ์ แล้วปั้นเป็นรูปทรงตามโครงลวดเหล็กที่ได้ผูกแนบไว้กับกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นแกนใน โดยนำผงขี้ขัดผสมกาวปั้นปิดภายนอก เสร็จแล้วขัดด้วยกระดาษทราย ทาสีให้สวยงาม ใช้เป็นของประดับตกแต่งบ้านและเป็นของที่ระลึก ผู้คิดการปั้นรูปด้วยผงขัดนี้ คือ นายมานพ ประเสริฐลาภ อยู่บ้านดอนสมบูรณ์ หมู่ที่ 8 ตำบลพนมทวน อำเภอพนมทวน

 

          งานตกแต่งตอไม้มะค่าโมง มะค่าโมงเป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็งชนิดหนึ่งที่เนื้อไม้สวยงาม สีสวย จึงมีผู้นิยมนำไม้มะค่าโมงไปปลูกบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ ทำให้ต้นมะค่าโมงถูกตัดไปจำนวนมาก เหลือแต่ตอฝังดินอยู่ในป่า จึงมีผู้คิดขุดตอมะค่าโมงมาขัดล้างประดิษฐ์เป็นของใช้ เครื่องประดับบ้าน เช่น โต๊ะ แท่นวางของ แป้นนาฬิกา ที่วางกระถางไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น เพราะนอกจากจะแข็งแรง สีสวยงามแล้ว ส่วนที่เป็นโคนต้นที่เป็นปุ่มและรากที่คดโค้ง เมื่อได้รับการแต่งให้สมดุลกับตอแล้ว ทำให้ตอไม้มีลักษณะสวยงามแปลกตา จำหน่ายได้ราคาดี
          วิธีทำตอไม้มะค่าโมง ขุดตอมะค่าโมงที่ฝังอยู่ในดินขึ้นมาทั้งรากแล้วนำมาล้างขัดให้สะอาด ออกแบบเป็นเครื่องใช้ เครื่องประดับตกแต่งบ้าน ตามลักษณะของตอ เสร็จแล้วทาแลคเกอร์เพื่อให้มันวาว จำหน่ายเป็นสินค้า สถานที่ที่มีการทำงานตกแต่งตอไม้ ประมาณ 20 ครัวเรือน ได้แก่ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ

 

          หมวกกุยเล้ย เป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่สวยงามและมีประโยชน์อย่างหนึ่งของชาวบ้านหมู่ที่ 14 ตำบลยางม่วง อำเภอท่ามะกา ชาวบ้านมีการสานหมวกกุยเล้ยมานานประมาณ 80 ปี ปัจจุบันยังมีการสานกันอยู่เพื่อใช้เองและจำหน่ายเป็นสินค้าพื้นเมือง
          ลักษณะของหมวกกุยเล้ย เป็นหมวกปีกกว้าง มียอดแหลม ซึ่งสานด้วยไม้ไผ่ให้เป็นรูปหมวกโดยมีโครงมาตรฐาน แล้วนำใบไผ่ตงใส่โดยรอบเป็นชั้นที่สอง เสร็จแล้วสานไม้ไผ่รูปหมวกทับอีกครั้ง มีน้ำหนักเบาสวมสบาย จึงเป็นที่นิยมของชาวไร่ชาวนาทั่วไป และคนจีนนิยมสวมกันแดดเวลาทำไร่ ชาวบ้านจึงเรียกหมวกชนิดนี้ว่า หมวกเจ๊ก

 

          เครื่องสีข้าวไม้ไผ่ เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่เป็นงานช่างฝีมือมีการทำที่บ้านดอนมะขาม หมู่ที่ 1 ตำบลดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน โดยมีช่างฝีมือดีที่เป็นผู้ผลิตเครื่องสีข้าวคือ นายบุญเลิศ ภิญโญ และนายสี ภูมิผกา ซึ่งเครื่องสีข้าวไม้ไผ่ เป็นเครื่องสีข้าวแบบที่ชาวบ้านใช้กันมาตั้งแต่โบราณ ปัจจุบันมีใช้กันบ้างในชนบทที่ไม่มีโรงสีข้าว เครื่องสีข้าวนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้กะเทาะเปลือกข้าวออกจากเมล็ดเป็นข้าวกล้อง แล้วจึงนำเมล็ดข้าวที่สีแล้วไปตำด้วยครกตำข้าว ข้าวสารที่ได้จากการตำนี้เรียกว่า ข้าวซ้อมมือ
วิธีการทำ นำไม้ไผ่มาจักเป็นเส้นตอกแล้วสานให้เป็นรูปทรงคล้ายไม้โม่แป้ง แล้วใช้ไม้เนื้อแข็งมาทำเป็นซี่เพื่อใช้กะเทาะเปลือกข้าว โดยใช้ดินเหนียวเป็นตัวคั่นร่องเพื่อให้เกิดการเสียดสี และจะตอกลิ่มไว้ให้เป็นร่องเพื่อเมล็ดข้าวที่แตกออกจะได้ไหลออกมาตามร่อง
ปัจจุบันประชาชนนิยมรับประทานข้าวซ้อมมือและข้าวกล้องกันมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงมีพระราชดำรัสและแนะนำให้ประชาชนรับประทานข้าวกล้องและพระองค์เองก็เสวยข้าวกล้อง ดังนั้นการผลิตเครื่องสีข้าวไม่ไผ่เป็นสินค้าที่น่าจะเป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้แก่ผู้ผลิตเป็นอย่างดี เพราะเป็นเครื่องมือในการผลิตข้าวกล้อง และเป็นเครื่องทุ่นแรงในการผลิตข้าวซ้อมมือ

          งานประดิษฐ์ก้านดอกอ้อย เป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านในตำบลท่าตะคร้อทำกันมานานแล้ว เนื่องจากในหมู่บ้านแห่งนี้และหมู่บ้านใกล้เคียงมีการทำไร่อ้อยกันมาก เมื่อถึงฤดูตัดอ้อยจะมีดอกอ้อยที่ชาวไร่ตัดทิ้งมากมาย ชาวบ้านจึงมีความคิดที่จะนำก้านดอกอ้อยมาใช้ให้เป็นประโยชน์ จึงเชิญอาจารย์จากภาคอุตสาหกรรมมาช่วยสอนประดิษฐ์ก้านดอกอ้อยเป็นงานฝีมือต่างๆ เช่น ภาพสะพามข้ามแม่น้ำแคว และพระเจดีย์สามองค์ เป็นต้น
           วิธีการทำ วาดภาพที่ต้องการลงในกระดานไม้อัดแล้วนำก้านดอกอ้อยที่เตรียมไว้มาตัดเป็นท่อนสั้นยาวตามต้องการแล้วทากาวลาเท็กส์ลงในแบบที่วาด ค่อยๆ เรียงก้านดอกอ้อยที่ตัดไว้ลงในภาพสลับสีอ่อน-เข้มตามต้องการ ทิ้งไว้ให้แห้ง ทาด้วยแลคเกอร์ให้มันวาว เสร็จแล้วนำไปใส่กรอบเป็นภาพประดับฝาผนังที่สวยงามสะดุดตา
การประดิษฐ์ภาพด้วยก้านดอกอ้อยนับว่าเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีคุณค่า เพราะเป็นการนำเอาเศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์แทนที่จะทิ้งไว้ให้เน่าเสียเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

          หอระฆังประดับหอย เป็นประติมากรรมที่สวยงามแปลกตา อยู่ที่วัดคร้อพนัน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเจ้าอาวาสของวัดนี้ได้นำเปลือกหอยลายมาจากจังหวัดสมุทรสงคราม ครั้งแรกจะสร้างถังเก็บน้ำฝน แต่ทางวัดมีถังเก็บน้ำและมีประปาภายในวัดสมบูรณ์แล้ว ชาวบ้านและพระสงฆ์จึงมีความเห็นพ้องกันว่าควรสร้างหอระฆังแทน
          ลักษณะของหอระฆัง เป็นหอระฆังสูงประมาณ 15 เมตร มีฐานกว้าง 5 เมตร ประดับด้วยหอยลายโดยรอบ เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2530 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2531 นับว่าเป็นหอระฆังที่สวยงาม แปลกตา และเป็นสิ่งที่ชาวบ้านภาคภูมิใจมาก เพราะได้ร่วมกันคิดและก่อสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ทางศาสนา


ด้านเกษตรกรรม

          สายน้ำตำข้าว เป็นวิธีการคิดของชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่มีอาชีพปลูกข้าว ปลูกพริก เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่ติดล้ำห้วยใหญ่ จึงทำให้มีความคิดนำเอาพลังของสายน้ำในลำห้วยมาเป็นเครื่องทุ่นแรงในการตำข้าว ลักษณะของครกตำข้าว ทำด้วยไม้แบบครกตำข้าวทั่วๆ ไป แต่จะมีเดือย มีใบพัด ซึ่งมัดด้วยตอกไม้ไผ่ ใบพัดจะมัดอยู่กับคานของกระเดื่องตำข้าว เมื่อเวลาจะตำข้าว ชาวบ้านจะนำครกไปวางเรียงรายในลำห้วย กระแสน้ำจะพัดใบพัดให้หมุน ทำให้กระเดื่องตำข้าวกระดกขึ้นลงตำข้าวในครก เมื่อข้าวในครกใช้ได้แล้วก็จะตักออกแล้วใส่ข้าวลงไปตำใหม่จนเสร็จ
การตำข้าวโดยใช้สายน้ำนี้ นับว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านเกาะสะเดิ่ง หรือกองม่อนทะ แต่ที่บ้านเสน่ห์พ่องจะมีมากที่สุด เพราะเป็นชุมชนของกระเหรี่ยงที่มีกันมานาน จึงเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าสนใจและสมควรอนุรักษ์ไว้


ด้านอุตสาหกรรม

          ไม้ไผ่ มีการนำเยื่อไม้ไผ่มาผลิตเป็นกระดาษและมีโรงงานผลิตกระดาษอยู่ที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี ส่วนหน่อของไม้ไผ่ ไม้รวก ทำเป็นอุตสาหกรรมหน่อไม้อัดปี๊บ หน่อไม้กระป๋อง จำหน่ายสู่ตลาด

อ้างอิง : สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม