ภูมิปัญญาท้องถิ่น

 

 

กิจกรรมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดเพชรบุรี

การทำนาข้าว

ต้นตาลและนาข้าว

จังหวัดเพชรบุรีเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ เพราะมีพื้นที่ปลูกข้าวมากและเป็นจังหวัดที่ส่งข้าวเป็นสินค้าออกคู่กับน้ำตาลตโนด การทำนาจะเริ่มในช่วงต้นฤดูฝน ชาวนาจะทำพิธีแรกนาก่อนลงมือทำนาจากนั้นจึงลงมือไถ ตกกล้า เพาะข้าวปลูก เรียกว่า กล้า หรือข้าวกล้า เมื่อกล้างอกงามราว 25-40 วัน จึงถอนกล้านั้นไปปักดำเป็นกอๆ ละประมาณ 2-
3 ต้น ในแปลงเทืออกที่ไถคราดไว้เป็นดินโคลน ในปัจจุบันนี้มีวิธีนี้มีวิธีการอีกอย่างหนึ่งคือ การนำเมล็ดข้าวเปลือกที่เป็นข้าวพันธ์ไปหว่านในแปลงเทือก เรียกว่า นาน้ำตม ซึ่งคล้ายกับการทำนาหว่านในอดีต การทำนาประเภทนี้มีน้ำไม่แน่นอน ส่วนนาที่มีน้ำบริบูรณ์จะทำเป็นนาปักดำ
ในอดีตการทำนาดำของจังหวัดเพชรบุรี นิยมใช้วัวเทียมไถ เทียมคราด และเทียมเกวียน รวมทั้งใช้วัวในการทำนาแผนใหม่โดยใช้ควายเหล็กแทนวัว กล่าวคือ เมื่อลงมือหว่านข้าวพันธ์ลงแปลงที่เตรียมไว้แล้ว จึงลงปุ๋ย พ่นยาฆ่าแมลงและฆ่าหญ้าตามความเหมาะสม ต่อมาเมื่อต้นข้าวเจริญงอกงามจนออกรวงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จึงใช้เครื่องจักรเป็นเครื่องทุ่นแรงในการเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวเปลือกบรรจุลงกระสอบ โดยไม่ต้องใช้เคียวเกี่ยวเป็นฟ่อนข้าว แล้วนำเมล็ดข้าวมานวดในลานอย่างแต่ก่อน
ด้วยเหตุนี้ ประเพณีทำนาแบบเอาแรงกัน คือ ลงแขกช่วยกันทำจึงหมดไปพร้อมกับพิธีกรรมหลายประการ เช่น พิธีการทำขวัญรับขวัญข้าว พิธีสงฆ์ทำบุญลาน รวมถึงการเลี้ยงวัวสำหรับใช้งานก็หมดความจำเป็นไปด้วย เกษตรกรที่เลี้ยงวัวจึงนิยมหันมาเลี้ยงวัวเนื้อแทนวัวนมในที่สุด
อนึ่ง การทำนาปีละ 2 ครั้ง เป็นผลให้ระบบนิเวศวิทยาระหว่างนาข้าวกับต้นตาลเปลี่ยนไป กล่าวคือต้นตาลที่อยู่หัวไร่ปลายนาและบนคันนารับน้ำมากเกินไปเป็นผลให้ต้นตาลไม่มีเวลาฟื้นตัว จึงค่อยๆ ยืนต้นตายภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี

อ้างอิง : คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 5 ธันวาคม 2542. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดเพชรบุรี, กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2544. หน้า 142-143.


การทำนาเกลือ


แหล่งผลิตเกลือทะเลที่สำคัญของประเทศไทยตั้งแต่สมัยโบราณ  ได้แก่  จังหวัด
สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ และเพชรบุรี  การทำเกลือทะเลหรือเกลือสมุทร เป็นอาชีพหนึ่งของชาวบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี  ซึ่งกระบวนการผลิตเกลือทะเลนั้นจำเป็นต้องใช้เทคนิค ผสมผสานเป็นพิเศษ ซึ่งแสดงถึงการสืบทอดภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ครั้งอดีต ปัจจุบันอาชีพการทำนา เกลือกำลังจะสูญหายไป ด้วยเหตุที่มีการผลิตเกลือโดยกระบวนการทางวิศวกรรมเหมืองแร่ที่เรียกว่า  เกลือหิน  หรือเกลือบริสุทธิ์จำนวนมาก   ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเหตุให้ราคาเกลือทะเลลดลงไปในที่สุด นอกจากนี้กรรมวิธีในการผลิตเกลือทะเลก็ยังมีต้นทุนที่สูงกว่าอีกด้วย อย่างไรก็ตามการคำนึงถึงคุณค่าระหว่างเกลือทะเลกับเกลือบริสุทธิ์แล้ว มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเกลือบริสุทธิ์มีเฉพาะปริมาณโซเดียมคลอไรด์ (ความเค็ม) ที่สูงมากเกินความจำเป็นของร่างกาย แต่เกลือทะเลนั้น ทำมาจากน้ำทะเลที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ถึง 24  ชนิด  ซึ่งในเกลือบริสุทธ์ไม่มีกระบวนการผลิตเกลือทะเลต้องใช้พื้นที่ในการทำนาเกลือและต้องการแสงแดดจากดวงอาทิตย์เพื่อเพิ่มระดับความเข้มข้น (ความเค็ม) ให้กับน้ำทะเลจนตกผลึกเป็นเม็ดเกลือ โดยเริ่มจากการเตรียมพื้นที่ทำนาเกลือให้เหมาะสมกับกระบวนการผลิตเกลืออย่างต่อเนื่องประมาณ 1-2 กิโลเมตร หรือพื้นที่ประมาณ 30-35 ไร่ ขึ้นไป ด้วยเหตุนี้พื้นที่ทำนาเกลือจึงควรอยู่ใกล้ชายทะเลหรือชายคลองที่สามารถดันน้ำเข้าแปลงนาเกลือแต่ละส่วนซึ่งเรียกว่า กระทง นอกจากพื้นที่นาเกลือตอนปลายทางควรอยู่ใกล้ถนนเพื่อสะดวกในการขนส่ง

กรณีพื้นที่ตรงสามารถชักน้ำ หรือดันน้ำอย่างต่อเนื่องกันในแต่ละกระทง  เรียกว่า
นายืน หากพื้นที่ไม่ต่อเนื่องกันแต่ละกระทงต้องดันน้ำสลับไปสลับมา เรียกว่า นาวน อย่างไรก็ตาม ทั้งนายืนหรือนาวนจะต้องจัดเตรียมผืนนาเกลือเชื่อมโยงกันถึง 5 ส่วน เพราะจะต้องมีการดันน้ำจากส่วนแรกไปถึงส่วนที่ 5 ตามลำดับ โดยการใช้กังหันลมหมุนจากลมธรรมชาติเพื่อดันน้ำ ปัจจุบันนิยมใช้เครื่องสูบน้ำดันน้ำเข้าในแต่ละส่วน โดยเริ่มจากส่วนแรกเรียกว่า วังน้ำ ซึ่งเป็นแปลงสำหรับเก็บกักน้ำทะเล ชาวนาเกลือเรียกว่า น้ำอ่อน
การทำนาเกลือเริ่มประมาณเดือนตุลาคม และจะเริ่มปล่อยน้ำเข้าสู่ นาตาก   ซึ่งเป็น
ส่วนที่ 2 ตรงกับเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพ้นหน้าฝนแล้ว หลังจากนั้นจะดันน้ำเข้าสู่นาแผ่ เป็นส่วนที่ 3 จากนั้นพักไว้ประมาณ  5-7 วัน  แสงแดดจะค่อย ๆ   แผดเผาให้น้ำค่อย ๆ  งวด  จนกระทั่งความเค็มเพิ่มขึ้น  ซึ่งถ้าใช้เครื่องวัดระดับความเค็มจะประมาณ  22-24  องศา  เดิมชาวนาเกลือจะใช้วิธีสังเกตความเค็มจากคราบสีน้ำ ซึ่งจับอยู่ริมกระทงนา  หากเป็นระดับความเค็มพร้อมจะปล่อยเข้าสู่นาเกลือส่วนที่ 4 เรียกว่า นาวาง (บางแห่งเรียก นาปลง) ซึ่งเป็นการเตรียมการปรับพื้นที่เพื่อรองรับน้ำจากนาเกลือส่วนที่ 5 เรียกว่า นาดอก ที่จะกลายเป็นเม็ดเกลือในที่สุด จากนั้น ชาวนาเกลือจะใช้วัสดุกลิ้งบดทับพื้นที่ผิวดินให้เรียบแน่นมิให้มีรอยแตก ประมาณ 4-5 ครั้งๆละ 3-5 วัน และการกลิ้งบดแต่ละครั้งควรห่างกันประมาณ 5-7 วัน ตามสภาพของผิวดิน เมื่อชาวนาเกลือปล่อยน้ำเชื้อลงมาก็จะค่อยๆ  ตกผลึกเป็นเม็ดเกลือ มีค่าความเค็มประมาณ 82- 87 %
โดยสรุปกระบวนการผลิตเกลือทะเล ต้องอาศัยกระบวนการจากธรรมชาติ โดยเฉพาะ
แสงแดด ตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งเป็นเม็ดเกลือ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ทั้งนี้หากมีฝนตกหรือน้ำท่วม กระบวนการผลิตเกลือทะเลอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้  หรือบางครั้งอาจไม่ได้เกลือเลย

อ้างอิง : คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 5 ธันวาคม 2542. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดเพชรบุรี, กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2544. หน้า 144-146.

เพิ่มเติม : เกลือทะเลกังหันทองมูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น


การทำน้ำตาลเมาหรือกะแช่


น้ำตาลใสหรือน้ำตาลสดที่ได้จากการขึ้นตาลนั้น  ถ้าทิ้งไว้นานเกิน  24  ชั่วโมง  จะเปลี่ยนสภาพเป็นน้ำส้มสายชู  ถ้านำไปต้มหรือเคี่ยว  เพื่อไม่ให้บูดเสียจะเรียกว่า  น้ำตาลตงุ่น
นอกจากนี้น้ำตาลใสยังนิยมทำเป็นเครื่องดื่มประเภทหมักดองผสมแอลกอฮอล์  เรียกว่า  น้ำตาลเมา  (Palm  Wine)  หรือกะแช่  หรือเบียร์ภูธร  เพราะมีดีกรีใกล้เคียงกัน  การทำน้ำตาลเมานี้จะใส่ในภาชนะจำพวกใหหรือกระตุ้ม  ซึ่งมีขนาดความจุประมาณ  2  -  3  ลิตร  เรียกกันว่า  "ที่"  ส่วนภาชนะสำหรับดื่มกระแช่นิยมใช้กะลามะพร้าวขัดผิวจนเป็นมันเลื่อมเรียกว่า  "หล่อ"
วิธีการทำกะแช่  ต้องใช้รากไม้  หรือกิ่งไม้จำพวกไม้มะเกลือ  นำมาฝานเป็นชิ้น  ๆ  แล้วย่างไฟจนหอม  เรียกว่า  "เชื้อ"  เมื่อจัดเรียงลำดับเชื้อลงในภาชนะที่เตรียมไว้แล้วจึงเติมน้ำตาลใสหรือน้ำตาลอุ่น
ให้ท่วมเชื้อ  ทิ้งไว้ประมาณ  12  ชั่วโมงจึงดื่มได้  เมื่อดื่มน้ำตาลเมาหมดแล้ว  ต้องเติมน้ำตาลใสลงไปแทนที่เดิมอีก  ดังนั้นการดื่มกะแช่จึงอยู่ในช่วงเวลาระหว่างตอนเช้ากับตอนเย็น  กรณีดื่มกระแช่ไม่หมดที่และปล่อยทิ้งไว้เกิน  12  ชั่วโมง  จะทำให้กะแช่เปลี่ยนรส  กลายเป็นน้ำส้มสายชูในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ผุ้นิยมดื่มน้ำตาลเมาจะต้องคอยเปลี่ยนที่หรือเชื้อในเวลาอันควร  โดยนำเอาเปลือกหรือรากมะเกลือของเก่าออกประมาณครึ่งหนึ่ง  แล้วนำของส่วนใหม่เติมลงไปเท่าเดิม  กรณีจะเปลี่ยนที่ใหม่อาจต้องใช้เวลาหมักกะแช่ให้นานกว่าเดิมขึ้นไปอีกหลายวัน  ทั้งนี้เพราะการทำปฏิกริยาของน้ำตาลเมาจะยังไม่สมบูรณ์พอ
นอกจากใช้มะเกลือใส่เป็นเชื้อของกะแช่แล้ว  อาจใช้สมุนไพรอื่น  ๆ  ได้อีก  เช่น  ไม้เคี่ยม  ไม้มะค่า  รากมะแว้ง  เถาวัลย์เปรียง  รากหนามพรม  กาฝากต้นมะม่วง  แต่นิยมกันมากคือรากมะเกลือ  เพราะมีรสขมชวนรับประทาน  ที่เรียกว่า  "ขมหล่อม"  อย่างไรก็ตาม  แต่เดิมกะแช่หรือน้ำตาลเมาจัดเป็นเครื่องดื่มที่ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติ
เครื่องดื่มประเภทมึนเมา  แต่ได้พัฒนาขึ้นจนเป็นเครื่องดื่มประเภทไวน์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย  และเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในโครงการ  หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์อีกด้วย

อ้างอิง : คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 5 ธันวาคม 2542. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดเพชรบุรี, กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2544.

เพิ่มเติม : การทำสุราขาวพื้นบ้าน


ภูมิปัญญาเกษตรกรภาคกลาง มหัศจรรย์รากหญ้าแฝก.......พิชิตดินดาน

พื้นที่ภาคกลางในบ้านดอนขุนห้วย ตำบลดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี มีสภาพปัญหาของดินที่สำคัญ คือ ดินมีชั้นดานแน่นทึบ  การระบายน้ำเลว และมีการชะล้างหน้าดินสูง ซึ่งมีเกษตรกรชื่อ นายแอ้ว ลักษณะภู หมอดินบ้านดอนขุนห้วย ได้นำพระราชดำริที่ให้ปลูกหญ้าแฝกเพื่อแก้ปัญหาดินดานทดลองทำจนประสพผลสำเร็จ    เป็นแบบอย่างของภูมิปัญญาภาคกลางในการใช้ประโยชน์หญ้าแฝกแก้ปัญหาดินดาน  ที่สามารถนำองค์ความรู้ของผลงานมาเผยแพร่ดังต่อไปนี้

คล็ดลับพิชิตดินดาน

พื้นที่สวนของหมอดินแอ้วเป็นพื้นที่ดินดานแข็ง มีอินทรียวัตถุในดินต่ำจนพืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้  หมอดินแอ้วได้นำหญ้าแฝกมาปลูกในสวนเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดินดานและเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน โดยเริ่มจากการรดน้ำให้ทั่วพื้นที่แล้วขุดหลุมใส่ปุ๋ยหมัก  จากนั้นให้ปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวระยะห่างระหว่างแถว  50  เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น เต็มพื้นที่ หลังจากปลูกหญ้าแฝก 12  เดือน ให้ทำการไถกลบมวลชีวภาพหญ้าแฝกทั้งหมดลงในดิน แล้วจึงปลูกแถวหญ้าแฝกอีกครั้งหนึ่งควบคู่ไปกับการปลูกไม้ผล  เช่น  กล้วยน้ำว้า,กล้วยหอม,มะนาว,มะม่วง  

ผลจากการปลูกหญ้าแฝก

เมื่อปลูกหญ้าแฝกแล้วรดน้ำ ดินจะอ่อนนุ่มขึ้นทำให้รากหญ้าแฝกค่อยๆชอนไชลงไปในดินดานได้ และรากส่วนที่แก่จะถูกจุลินทรีย์ในดินย่อยสลาย ทำให้เกิดช่องว่างขึ้นภายในชั้นหน้าตัดดินลึกลงไป  ใบและต้นหญ้าแฝกที่ถูกไถพรวนลงในดินทำให้ดินชั้นบนโปร่งขึ้น เกิดช่องว่างในดินสามารถกักเก็บน้ำ ทำให้ ดินมีความชุ่มชื้น ไม้ผลสามารถเจริญเติบโตได้ดี   สังเกตุได้จากทั้งมะม่วง และมะนาว มีการแตกยอดอ่อน  ออกดอกและติดผล

อ้างอิง : ระบบศูนย์บริการทางวิชาการ : กรมพัฒนาที่ดิน

 

ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรี

อ้างอิง : ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรี / ภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรี แยกตามอำเภอ